คณะนิติศาสตร์ Facebook



ข่าวการเรียนการสอน

ข่าวประกาศทั่วไป

  • PDF
  • พิมพ์

วิจัย KM

เอกสารเผยแพร่การจัดการความรู้

“ทักษะการเขียนบทความวิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ”

โดย คณะกรรมการการจัดการความรู้

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ

ปีการศึกษา 2559

 

 

 

 

 


บทนำ

 

การเขียนบทความวิจัย หมายถึง งานเขียนที่นักวิจัยหรือผู้เขียน เขียนขึ้นจากงานวิจัยของตนเองโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอเผยแพร่งานวิจัยให้นักวิชาการหรือนักวิจัยในสาขาวิชาการ หรือวิชาชีพเดียวกันได้รับรู้ โดยเขียนให้มีขนาดความยาวภายใต้เงื่อนไขที่วารสารทางวิชาการประสงค์จะลงตีพิมพ์กำหนดไว้ ดังนั้น การเขียนบทความวิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ จึงถือว่ามีบทบาทสาคัญต่อแวดวงการศึกษาอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นวิธีการที่จะนำเสนอผลงานวิชาการออกสู่สาธารณะชนได้อย่างกว้างขวาง มีส่วนเสริมให้สังคมได้รับรู้ถึงปัญหากฎหมายที่กระทบต่อสิทธิหรือเป็นอุปสรรคต่อหน้าที่ของประชาชนบางมิติทางสังคม เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้ภาครัฐให้ความสนใจนำความรู้จากการค้นคว้าวิจัยของนักวิจัยไปใช้ในการพัฒนากฎหมายให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมมากยิ่งขึ้น และถือเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งหากบทความวิจัยของตนได้รับการยอมรับจากกองบรรณาธิการของวารสาร

เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยตามยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาขีดความสามารถและเติบโตอย่างยั่งยืน เป้าประสงค์ที่ 2.1 ระบบบริหารจัดการมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานสากลโดยยึดหลักธรรมาภิบาล กลยุทธิ์ที่ 2.1.3 พัฒนาระบบและกลไกบริหารงานบุคคลเพื่อบริหารอัตรากำลังคน การจัดการ และพัฒนาขีดความสามารถเชิงสมรรถนะของบุคลากรและผู้นำทุกระดับ ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คณะนิติศาสตร์ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการความรู้เนื่องจากเป็นเครื่องมือในการจัดระบบองค์ความรู้ที่มีอยู่ในตัวบุคคลที่เกิดจากประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะบุคคล และความรู้ที่จำเป็นในการปฏิบัติงานมาบันทึกในรูปแบบของเอกสาร เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ และพัฒนาไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้  ซึ่งในปีการศึกษา 2559 นี้ คณะนิติศาสตร์ได้รับการสนับสนุนจากสำนักพัฒนาคุณภาพการศึกษา ฝ่ายงานจัดการความรู้ ได้ในความรู้ด้านวิธีการดำเนินงานการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ถูกต้อง สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ตามหัวข้อความรู้ที่ระบุไว้ตั้งแต่ต้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แรงบันดาลใจ/สถานการณ์ปัญหา

 

คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยพายัพ ได้ระบุหัวข้อองค์ความรู้ด้านการวิจัย : ทักษะการเขียนบทความ

วิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ มาจากคณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้ ประจำปี 2559 ได้ร่วมกันประชุมกับคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ทั้งหมด  เพื่อร่วมกันเลือกองค์ความรู้จากอาจารย์ที่มีประสบการณ์ด้านการเขียนบทความวิจัย เนื่องจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ มีความเห็นว่าองค์ความรู้นี้มีความสำคัญมาก เพราะบทความวิจัยเป็นงานเขียนที่ถูกเรียบเรียงขึ้นจากผลการศึกษาวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยมุ่งนำเสนอเผยแพร่งานวิจัยในวารสารทางวิชาการเฉพาะทาง  การเขียนบทความวิจัยมีส่วนประกอบและวิธีเขียนที่ต้องใช้ทักษะ จึงจะสามารถส่งผลต่อการนำไปใช้อย่างกว้างขวางได้ต่อไป ดังนั้น การจะทำให้การเขียนบทความวิจัยเป็นงานเขียนที่ดี มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ จึงต้องอาศัยทักษะจากผู้มีประสบการณ์

นอกจากนี้ยังเป็นพันธกิจหนึ่งของสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยจึงให้ความสําคัญกับการสนับสนุนให้บุคลากรทํางานวิจัยมากขึ้น ด้วยเหตุนี้การเขียนบทความวิจัยจึงมีส่วนสำคัญต่อการเผยแพร่ผลงานวิจัย เพื่อตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้การจัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง “ทักษะการเขียนบทความวิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ” จึงเป็นการประมวลความรู้และประสบการณ์จากอาจารย์ที่มีประสบการณ์การเขียนบทความวิจัยภายในคณะนิติศาสตร์ มาเป็นแนวทางให้อาจารย์ภายในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ที่ต้องการเผยแพร่บทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ แต่ยังขาดประสบการณ์ ได้เรียนรู้ ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะความสามารถในการเขียนบทความวิจัย เพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

 

 

แผนการจัดการความรู้ (ตามหัวเรื่อง)

 

แบบฟอร์ม 3 – แผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan) : กระบวนการจัดการความรู้ (KM Process)

ชื่อหน่วนงาน : คณะนิติศาสตร์

ขอบเขต KM : “ทักษะการเขียนบทความวิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ”

เป้าหมาย KM (Desired State) : อาจารย์ของคณะฯ สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในการเขียนบทความวิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

หน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม :

  1. อาจารย์ประจำสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในการเขียนบทความวิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ
  2. อาจารย์ประจำที่มีความสนใจในการเขียนบทความวิจัย แต่ขาดประสบการณ์ สามารถเขียนบทความวิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ในปีการศึกษา 2559

ลำดับ

กิจกรรม

ระยะเวลา

ตัวชี้วัด

เป้าหมาย

งบประมาณ

ผู้รับผิดชอบ

สถานะ

1

การประชุมคณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์เพื่อระดมความคิดในการคัดเลือกหัวข้อที่สำคัญในการจัดจำแผนการจัดการความรู้ซึ่งได้แก่

“ทักษะการเขียนบทความ

วิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ”

8 กันยายน 2559

คณะกรรมการฯ มีส่วนร่วมในการกำหนดประเด็นความรู้ที่สอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนด

อย่างน้อย ร้อยละ 80 ของคณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์ทั้งหมด

-

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์

 

2

ค้นหาผู้มีทักษะความรู้ ในการเขียนบทความวิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ซึ่งคณะกรรมการได้เสนอ รศ. ดิเรก ควรสมาคม ผศ.ดร.สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต และ ผศ.ดร. เขตไท  ลังการ์พินธุ์ ที่มีประสบการณ์ในด้านเขียนบทความวิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

- 19 ตุลาคม 2559

-25 มกราคม 2560

- 8 กุมภาพันธ์ 2560 และ

- 29 มีนาคม 2560

จัดกิจกรรมการจัดการความรู้จำนวน 4 ครั้ง โดยให้        รศ. ดิเรก ควรสมาคม เป็นประธานกลุ่ม และให้คณาจารย์ที่มีความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อให้ได้องค์ความรู้ด้านการเขียนบทความวิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสาร วิชาการ

อย่างน้อย 5 คน ขึ้นไปและทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้เสนอความรู้และได้แสดงความคิดเห็นทุกกิจกรรมที่จัด

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์

บุคลากรในคณะนิติศาสตร์ และวิทยากรรับเชิญภายนอกคณะนิติศาสตร์ มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

 

 

 

 

 

แบบฟอร์ม 3 – แผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan) : กระบวนการจัดการความรู้ (KM Process)

ชื่อหน่วนงาน : คณะนิติศาสตร์

ขอบเขต KM : “ทักษะการเขียนบทความวิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ”

เป้าหมาย KM (Desired State) : อาจารย์ของคณะฯ สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในการเขียนบทความวิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

หน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม :

1.   อาจารย์ประจำสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในการเขียนบทความวิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ใน

วารสารวิชาการ

2.    อาจารย์ประจำที่มีความสนใจในการเขียนบทความวิจัย แต่ขาดประสบการณ์ สามารถเขียนบทความ

วิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ในปีการศึกษา 2559

ลำดับ

กิจกรรม

ระยะเวลา

ตัวชี้วัด

เป้าหมาย

งบประมาณ

ผู้รับผิดชอบ

สถานะ

3

เลขานุการของกลุ่มสรุปความรู้ตามประเด็นและจัดหมวดหมู่ความรู้จากกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

1-20พฤษภาคม 2560

เอกสารสรุปความรู้ตามประเด็นความรู้

 

 

 

 

 

ได้เอกสารความรู้ครบถ้วนตามประเด็นที่กำหนด

 

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์

4

การประมวลและกลั่นกรองความรู้

พิจารณาเนื้อหาความถูกต้องขององค์ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญ และจัดทำเป็นเล่มความรู้

21-31 พฤษภาคม 2560

เล่มความรู้

1 เล่ม

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์

5

การเข้าถึงความรู้นำองค์ความรู้ประชาสัมพันธ์ให้บุคลากรภายในคณะรับทราบ

1-10 มิถุนายน2560

มีการเผยแพร่องค์ความรู้บนฐานความรู้ของมหาวิทยาลัยแจ้งในที่ประชุมคณะเพื่อให้บุคลากรรับทราบ

ภายใน 1 สัปดาห์ หลังจากได้เล่มความรู้ฉบับสมบูรณ์มีวาระแจ้งให้บุคลากรได้รับ

ทราบถึงช่องทางในการเข้าถึงความรู้

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์

 

 

 

 

แบบฟอร์ม 3 – แผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan) : กระบวนการจัดการความรู้ (KM Process)

ชื่อหน่วนงาน : คณะนิติศาสตร์

ขอบเขต KM : “ทักษะการเขียนบทความวิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ”

เป้าหมาย KM (Desired State) : อาจารย์ของคณะฯ สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในการเขียนบทความวิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

หน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม :

1.   อาจารย์ประจำสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในการเขียนบทความวิจัย เพื่อลงตีพิมพ์

ในวารสารวิชาการ

2.   อาจารย์ประจำที่มีความสนใจในการเขียนบทความวิจัย แต่ขาดประสบการณ์ สามารถเขียนบทความ

วิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ในปีการศึกษา 2559

ลำดับ

กิจกรรม

ระยะเวลา

ตัวชี้วัด

เป้าหมาย

งบประมาณ

ผู้รับผิดชอบ

สถานะ

6

การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้

จัดกิจกรรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในคณะวิชา

 

14 มิถุนายน 2560

มีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรีนนรู้ให้กับบุคลากรภายในคณะโดยเป็นวาระหนึ่งในการประชุมคณาจารย์ โดยให้เลขานุการที่ประชุมร่วมกับประธานของแต่ละกลุ่มร่วมการบรรยายความรู้ที่ได้รับให้คณาจารย์ทุกท่านฟัง

คณาจารย์ได้รับความรู้จากการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างน้อย 1 ครั้ง

 

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์

คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ และคณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์

7

การนำองค์ความรู้ด้านการเขียนเค้าโครงข้อเสนอเพื่อขอทุนวิจัยมาปรับใช้ไปใช้ประโยชน์ในการเขียนเค้าโครงข้อเสนอเพื่อขอทุนวิจัย

1 ภาคการศึกษา

จำนวนอาจารย์ที่ได้นำทักษะความรู้มาใช้ในการเขียนเค้าโครงข้อเสนอเพื่อขอทุนวิจัย

อย่างน้อย 1 คน

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์

 

 

 

 

 

คณะผู้ร่วมดำเนินการ

1.       รศ.ดิเรก          ควรสมาคม

2.       ผศ.ดร.สัญลักข์  ปัญวัฒนลิขิต

3.       ผศ.ดร.เขตไท ลังการ์พินธุ์

4.       ดร. ธัชพงษ์  วงษ์เหรียญทอง

5.       อาจารย์ชุติพงษ์  สมทรัพย์

6.       อาจารย์กษมา  เดชรักษา

7.       อาจารย์ธนะ  เนตรศุภลักษณ์

8.       อาจารย์อธิป   จันทนโรจน์

9.       อาจารย์นันท์มนัส  จันทราศัพท์

10.      อาจารย์กษมา เดชรักษา

11.      อาจารย์วัชรพล คนเที่ยง

12.      อาจารย์สุรชัย    เดชพงษ์

13.      อาจารย์ธนัญชัย  ทิพยมณฑล

14.      อาจารย์จักรพันธ์  โอฬาริกชาติ

15.      อาจารย์นวกาล สิรารุจานนท์

16.      อาจารย์ปารินุช  บริสุทธิ์ศรี

17.      อาจารย์นิษณา   เตชาวงศ์

 

 

 

 

การถอดบทเรียนและสังเคราะห์ความรู้

ครั้งที่ 1 : เทคนิคการได้มาซึ่งการตอบรับบทความวิจัย เพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ตามประสบการณ์ของแต่ละท่าน

  • Ø เล่าเรื่อง รศ. ดิเรก ควรสมาคม

สรุปประเด็น

1. ต้องศึกษา โดยการอ่านบทความในวารสารนั้น ๆ ที่เคยได้รับการตีพิมพ์

2. ต้องเขียนบทความ ตามที่วาสารได้กำหนดให้ตรงตามที่วารสารนั้น ๆ กำหนดให้ครบทุกข้อ

3. ส่งบทคัดย่อไปให้บรรณาธิการในวารสารนั้น ๆ ช่วยพิจารณาเบื้องต้น

 

  • Ø เล่าเรื่อง ผศ.ดร. เขตไท      ลังการ์พินธุ์

สรุปประเด็น บทความวิจัยล่าสุดที่ทำคือบทความวิจัยหัวข้อเรื่อง “กฎหมายและนโยบาย

เศรษฐศาสตร์การเมืองของพืชจีเอ็มโอศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น” ซึ่งมาจากงานวิจัยที่ทำอยู่แล้ว และได้รับเลือกให้เผยแพร่ในวารสารวิชาการ ในการประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ มหาวิทยาลัยพายัพ พ.ศ.2560 ที่กำลังจะมีขึ้นในต้นปีหน้า ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการปรับแก้ ซึ่งแน่นอนการปรับแก้ก็จะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดเงื่อนไขตามที่วารสารกำหนด

 

  • Ø เล่าเรื่อง ผศ.ดร. สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต

สรุปประเด็น สำรวจช่วงเวลาการตีพิมพ์ ว่าสอดคล้องกับงานวิจัยที่ทำว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่

ประมาณการระยะเวลามีการวางแผนล่วงหน้า  เนื่องจากมาตราฐานของวารสารนั้นค้อนข้างมีขั้นตอน มีความเข้มงวดและกินเวลาตั้งแต่หลักเดือน ไปจนถึงหลักข้ามปีกันทีเดียว ดังนั้น จึงสำรวจเพื่อนำผลงานของตนเองไปยังช่องทางที่ใช้เวลาน้อยกว่า มีขั้นตอนที่สั้นกว่า นั้นก็คือ เวทีการประชุมวิชาการนั่นเอง ดังเช่น บทความวิจัยซึ่งกำลังจะได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิขาการในหัวข้อร่วมกับผศ.ดร. เขตไท   ลังการ์พินธุ์ และบทความวิจัยเรื่อง “การศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลการคลังและงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่เอื้อต่อความเป็นอิสระทางการคลัง”  ซึ่งได้รับการเผยแพร่ ในการประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ มหาวิทยาลัยพายัพ พ.ศ.2559 ไปแล้ว เป็นต้น

 

  • Ø เล่าเรื่อง อ.กษมา เดชรักษา

สรุปประเด็น บทความวิจัยที่ผ่านมาซึ่งได้รับการตีพิมพ์ เห็นด้วยในประเด็นของระยะเวลาที่ต้องมี

การวางแผนตั้งแต่ต้น มิเช่นนั้นอาจมีปัญหาในเรื่องของการไม่อาจเผยแพร่ได้ตามกำหนดระยะเวลา และต้องศึกษาตามกรอบเงื่อนไขของแต่ละวารสารที่เลือกจะลงตีพิมพ์ไว้ เพราะแต่ละวารสารมีลักษณะเฉพาะในตัว

 

 

  • Ø เล่าเรื่อง อ. ชุติพงศ์ สมทรัพย์

สรุปประเด็น บทความวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ และเผยแพร่ ก่อนที่จะทำบทความวิจัย จะเลือกว่าเรา

ตั้งใจจะลงในวารสารวิชาการอะไร เมื่อเลือกได้แล้วก็จะศึกษาขั้นตอน ข้อกำหนด ในการเขียนจากวารสารนั้น และศึกษาบทความวิจัยที่เคยเขียนในวารสารนั้น ๆมาเป็นแนวทางเพื่อทำให้งานเขียนบทความวิจัยของดีขึ้น แก้ไขให้น้อยลง  และได้รับการตอบรับในที่สุด ในการประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ มหาวิทยาลัยพายัพ พ.ศ.2559 ในหัวข้อเรื่อง “ปัญหาการใช้พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544: ศึกษาคดีในจังหวัดเชียงใหม่”

 

  • Ø เล่าเรื่อง ดร. ธัชพงษ์ วงษ์เหรียญทอง

สรุปประเด็น เนื่องจากว่าตนเองนั้นยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการเขียนบทความวิจัย แต่มีงานวิจัย

ซึ่งใกล้จะแล้วเสร็จ ซึ่งอาจต้องศึกษาวารสารแต่ละแห่งก่อนเพื่อเป็นการวางแผนตามที่อาจารย์แต่ละท่านได้แนะนำ

 

  • Ø เล่าเรื่อง อ. สุรชัย เดชพงษ์

สรุปประเด็น สำหรับผลงานวิจัยตอนนี้มีใกล้แล้วเสร็จ ซึ่งกำลังเตรียมตัวทำบทความวิจัยเช่นเดียวกัน

ซึ่งคาดว่าน่าจะลงในวาสารมหาวิทยาลัยพายัพ เป็นช่องทางในการเผยแพร่บทความวิจัย ซึ่งคาดว่าการ KM ครั้งนี้ จะได้รับความรู้ในการทำบทความวิจัย เพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ที่ตนเองคาดว่าจะทำ

 

  • Ø เล่าเรื่อง อ.อธิป จันทโรจน์

สรุปประเด็น บทความวิจัยที่ได้ทำมา ผมมีประสบการณ์อยู่ครั้งเดียว ซึ่งต้องแก้ไขอยู่หลายครั้ง แต่

ในที่สุดก็ได้รับการตอบรับและตีพิมพ์เผยแพร่ ในมุมมองการหาวารสารเพื่อตีพิมพ์และได้รับการตอบรับ อันดับแรกของผมคือดูที่ความสามารถตนเองว่าเหมาะกับวารสารประเภทใดในฐาน TCI และคุณค่าของงานเราไปถึงหรือไม่ และเมื่อพิจารณาเลือกได้แล้ว ก็ศึกษาว่าวารสารนั้นๆ มีข้อกำหนด เงื่อขไขอย่างไร ก็ทำตามนั้นอย่างเคร่งครัด และเมื่อทำให้ถูกต้องตามระเบียบ ในตัวเนื้อหาคือการปรับแก้ข้อความ ให้กระชับและเข้าใจในกระบวนเนื้อหาการวิจัย

 

สรุปประเด็นจากคณาจารย์

เทคนิคการได้มาซึ่งการตอบรับบทความวิจัย เพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ตามประสบการณ์ของแต่ละท่าน ที่สำคัญคือการวางแผนระยะเวลา กล่าวคือ การตีพิมพ์ในวารสารนั้นมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และซับซ้อนพอสมควร ฉะนั้นควรมีการเผื่อเวลาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ผู้วิจัยจะทำได้ และเลือกวารสารให้ถูกต้อง ในขั้นตอนนี้ผู้วิจัยต้องรู้ศักยภาพของงานตนเองก่อนว่า มีคุณค่าเชิงวิชาการและนำเสนอคุณค่านั้นได้ดีเพียงใด เพราะวารสารแต่ละฉบับจะรับพิจารณาบทความตามประเภทที่จดทะเบียนไว้เท่านั้น ดังนั้น ผู้วิจัยจำเป็นต้องเลือกวารสารให้ถูกต้องตรงกับตัวงานที่มีเสียก่อน

  • ครั้งที่ 2 : เทคนิคแนวทางการเขียนบทความวิจัย เพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ
    • Ø เล่าเรื่อง รศ.บุษบา อารีย์ วิทยากร

สรุปประเด็น ในหัวข้อนี้มีสิ่งอันดับแรกที่นึกขึ้นได้เมื่อครั้งที่เขียนบทความวิจัย ซึ่งอยากนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในฐานะวิยากรนั่นก็คือ องค์ประกอบของบทความวิจัยมักจะมีรูปแบบที่เป็นมาตราฐานตายตัว โดยจะถูกกาหนดโดยกองบรรณาธิการของวารสารนั้นๆ เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสวยงาม และที่สาคัญในการกาหนดรูปแบบการเขียนหรือองค์ประกอบของบทความก็คือ การนำเสนอถึงองค์ความรู้ที่ครบถ้วนนั้นเอง โดยองค์ประกอบของการเขียนบทความวิจัยมักจะประกอบไปด้วย  6 ส่วน ดังนี้

1) บทคัดย่อ เป็นบทสรุปที่จำเป็นต้องย่อบทความทั้งหมดให้เหลืออยู่ภายใน 1 หน้ากระดาษ โดยในนั้นจำเป็นต้องระบุถึงวัตถุประสงค์การวิจัย วิธีการวิจัย การสุ่มตัวอย่าง สถิติที่ใช้ ข้อค้นพบ และในการเขียนควรมีลูกเล่นหลอกล่อให้ผู้อ่านรู้สึกอยากติดตามเข้าไปอ่านเนื้อหาที่เหลือด้านในอีกด้วย

2) เนื้อหา เป็นส่วนหลักที่ผู้เขียนจำเป็นต้องนำเสนองานวิจัยของตน ตั้งแต่ที่มาและความสำคัญของงานวิจัย กรอบแนวคิด วัตถุประสงค์ ทฤษฎีที่ใช้ รูปแบบการวิจัย วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่าง การพัฒนาและทดสอบเครื่องมือ การรวบรวมข้อมูล โดยในส่วนนนี้จะใช้พื้นที่ค้อนข้างมาก เพราะผู้วิจัยจำเป็นต้องแสดงให้ผู้พิจารณาบทความ(Peer reviewer) เห็นถึงความสำคัญของงานวิจัย และต้องแสดงให้เห็นถึงกระบวนการวิจัยที่ถูกต้องมีเหตุ มีผลของการเลือกวิธีการในการดำเนินการต่างๆ กับงานวิจัย

3) การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการนำเสนอผลการวิจัยคล้ายคลึงกับบทที่ 4 ในรายงานวิจัย แต่จะเป็นการสรุปความเฉพาะเนื้อหาที่สำคัญๆ เท่าที่จำเป็น ส่วนใหญ่มักเลือกวิธีการนำเสนอด้วยตาราง และแผนภูมิและมีการบรรยายประกอบเพื่ออธิบายความอีกครั้ง

4) กำรอภิปรายผล เป็นการนำเสนอและอภิปรายข้อค้นพบคล้ายคลึงกับการอภิปรายผลในบทที่ 5 ของรายงานวิจัย โดยการอภิปรายผลควรโยงเข้ากับวัตถุประสงค์ที่ได้นำเสนอไว้ข้างต้น และควรอภิปรายถึงสมมติฐานที่ตั้งไว้ด้วย

5) ข้อจำกัด/ข้อเด่น ในส่วนนี้จะอธิบายถึงปัญหาและอุปสรรคที่ผู้วิจัยพบในการทำวิจัย หรือข้อจำกัดของงานวิจัย อาจกล่าวล่วงไปถึงรูปแบบการวิจัยในอนาคตเพื่อต่อยอดงานชิ้นปัจจุบัน

6) การอ้ำงอิง ได้แก่ บรรณานุกรม เชิงอรรถ และภาคผนวก เช่น ตัวอย่างแบบสอบถาม หรือแบบสัมภาษณ์

สิ่งที่สำคัญคือการพิจารณาว่าสิ่งใดที่ไม่ควรเขียนในบทความวิจัย ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

1) บทความที่ไม่มีประโยชน์ต่อสังคมและต่อแวดวงวิชาการ เช่น งานที่ศึกษาอยู่ในหน่วยงานของตนเอง บุคคลภายนอกและสาธารณชนไม่สามารถใช้ประโยชน์จากงานนั้นๆ ได้

2) เป็นบทความที่ผิดหลักวิชาการ เช่น งานที่ไม่มีการอ้างอิงที่ถูกต้อง ไม่มีการใช้วิธีการวิจัยที่เหมาะสม ไม่มีเหตุมีผลในงานชิ้นนั้นๆ

3) ไม่ตรงกับหัวข้อ คืองานที่มีหัวข้ออย่างนึงแต่นำเสนอเนื้อหาอีกอย่างหนึ่งนั่นเอง

4) โครงสร้างในการเขียนไม่ดี คืองานที่มีลำดับการเล่าเรื่องที่ผิดพลาด อ่านแล้วไม่สามารถเข้าใจเรื่องราวได้ สื่อสารไม่ชัดเจน ไม่มีประเด็นหลักในการเขียน

 

 

 

  • Ø เล่าเรื่อง รศ. ดิเรก ควรสมาคม

สรุปประเด็น สำหรับผม มีแนวคิดว่าต้องเข้าใจอันดับแรกก่อนว่าบทความวิจัยคืออะไร เขียนอย่างไร ในส่วนของการนำเสนอ ต้องนำเสนอประเด็นเนื้อหา ที่ค้นพบเป็นสำคัญ และต้องโดดเด่น ซึ่งเรื่องนั้นต้องโดดเด่น ใหม่ ท้าทาย น่าสนใจ ทั้งนี้การเขียนบทความวิจัย ต้องเขียนให้ผู้อ่านเกิดความกระจ่างว่าปัญหาการวิจัยคืออะไร นักวิจัยมีวิธีการดำเนินการวิจัยหรือหาคำตอบให้กับปัญหาการวิจัยนั้นอย่างไร ผลค้นพบคืออะไรหรือมีลักษณะ

เช่นไร และผลที่พบนี้ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น มีความหมายและความสำคัญเพียงไร ดังนั้นการเขียน

บทความวิจัยจึงมีส่วนประกอบที่สำคัญๆได้แก่ 1) ชื่อเรืองและชื่อผู้วิจัย 2) บทคัดย่อ และคำสำคัญ

3) บทนำ 4) วิธีการวิจัย 5) ผลการวิจัย 6) อภิปราย วิจารณ์ผลการวิจัย และข้อเสนอแนะ

7)เอกสารอ้างอิงเอกสารอ้างอิง

 

  • Ø เล่าเรื่อง ผศ.ดร. เขตไท   ลังการ์พินธุ์

สรุปประเด็น ขอตอบเพิ่มข้อมูลในการทำความเข้าใจว่าบทความวิจัยคืออะไร การเขียนบทความวิจัย

มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากการทำงานวิจัยซึ่งมีถึง 5 บทด้วยกัน ในความต่างนี้ บทความวิจัย ต้องนำรายงานวิจัยมาเรียบเรียงให้เกิดความกระชับ เข้าใจง่าย เข้าถึงผู้อ่านได้จำนวนมาก ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถแยกรายงานวิจัย 1 เล่มเป็นบทความวิจัยได้หลายเล่มตามขอบเขตที่ผู้เขียนกำหนด

 

  • Ø เล่าเรื่อง ผศ.ดร. สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต

สรุปประเด็น ตามที่รศ. ดิเรก ควรสมาคม กล่างถึงการพิจารณาเบื้องตเนในเรื่องการทำความเข้าใจบทความวิจัย ซึ่งผมเองเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง โดยส่วนตัวอย่างเพิ่มประเด็นนี้ในส่วน ของลักษณะเฉพาะของบทความวิจัยที่มีความแตกต่างจากงานวิจัย คือ

1) นำเสนอในพื้นที่จำกัด กล่าวคือ บทความวิจัยเป็นการนาเสนอข้อค้นพบจากงานวิจัยที่มีความกระชับ ตรงประเด็น และไม่ยาวจนเกินไป

2) สามารถแยกนำเสนอได้ กล่าวคือ บทความวิจัยอาจนาเสนอพียงเนื้องานบางส่วนของรายงานวิจัยเล่มนั้นๆ ตามขอบข่ายที่ผู้เขียนกำหนด อาจเนื่องมาจากพื้นที่ในการนำเสนอและจำนวนของข้อมูลไม่สัมพันธ์กัน จึงจำเป็นต้องแยกเนื้อหาออกเป็นส่วนๆ เพื่อนำเสนอเป็นบทความ

3) ขอบเขตของกำรเผยแพร่ที่กว้างกว่า กล่าวคือ รายงานวิจัยส่วนใหญ่ก็จะถูกเก็บในห้องสมุด หรือเว็ปไซด์บางเว็ปไซด์ซึ่งอัตราการเข้าถึงนั้นต่ำกว่า การเผยแพร่ผ่านวารสารต่างๆ เนื่องจากวารสารมีเนื้อหาที่กระชับมากกว่าจึงทำให้ผู้อ่านนั้นสามารถเข้าใจเนื้อหาของการวิจัยได้ในเวลาอันสั้น จึงทำให้ได้รับความนิยมมากกว่า

โดยส่วนมากบทความวิจัยที่เขียนจะต้องมีความยาวประมาณ 10 -15 หน้ากระดาษ A4

 

  • Ø เล่าเรื่อง อ.กษมา เดชรักษา

สรุปประเด็น ในส่วนขององค์ประกอบของบทความวิจัยก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งอาจเรียกได้ว่า

เป็นเทคนิคก็ไม่เชิงเพราะมักจะมีรูปแบบที่เป็นมาตราฐานตายตัว โดยจะถูกกำหนดโดยกองบรรณาธิการของวารสารนั้นๆ เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสวยงาม และที่สำคัญในการกำหนดรูปแบบการเขียนหรือองค์ประกอบของบทความก็คือ การนำเสนอถึงองค์ความรู้ที่ครบถ้วนนั้นเอง

  • Ø เล่าเรื่อง อ. ชุติพงศ์ สมทรัพย์

สรุปประเด็น โดยส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับ อ. กษมา ว่าจะเรียกเทคนิคดีหรือไม่ เพราะเป็นรูปแบบที่

ตายตัว แต่ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ในส่วนรูปแบบเราสารมารถเลือกได้ ปรับแต่งได้ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับเนื้อหาบทความวิจัยของเรา

 

  • Ø เล่าเรื่อง อ.อธิป จันทโรจน์

สรุปประเด็น ผมอยากเพิ่มประเด็นในส่วนที่ไม่ควรเขียนในบทความวิจัยนิดหน่อย ซึ่งขออนุญาต

เพราะบางทีอาจลืมไปในส่วนของเนื้อหาที่มีข้อบกพร่องมากเกินไป บางครั้งบทความอาจถูกตีตกเพราะการไม่จัดหน้ากระดาษให้ดี พิมพ์ผิดเยอะเกินไป จัดรูปแบบบทความไม่สมบูรณ์ เพราะผู้พิจารณาบทความจาไม่มาเสียเวลาในการพอสูจน์อักษรให้กับเรา ถ้าเรื่องแค่นี้ทาไม่ได้ ก็ตกไปสิครับ อีกทั้งเนื้อหาบทความไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง คืองานที่อ้างอิงของคนอื่นมากจนเกินไป 10 หน้า เป็นการอ้างคนอื่นไป 8 หน้า มีเนื้อหาที่ผู้วิจัยตกผลึกเพียงน้อยนิด ซึ่งไม่ได้แสดงออกถึงองค์ความรู้ที่เพื่อขึ้น

  • Ø เล่าเรื่อง อ.ปารินุช บริสุทธิ์ศรี

สรุปประเด็น การเขียนบทความวิจัยสิ่งสำคัญคือหัวข้อวิจัย(ชื่อเรื่อง) กับประเด็นสรุปควรสัมพันธ์

เกี่ยวข้องกัน และควรเขียนให้กระชับ สั้น แต่เข้าใจง่ายขึ้น

 

  • Ø เล่าเรื่อง อ.วัชรพล คนเที่ยง

สรุปประเด็น อาจเขียนจากผลการวิจัยในบางประเด็นที่โดดเด่น เลือกมาเป็นบทความวิจัย โดยไม่

ต้องทุกประเด็นก็ได้

 

สรุปประเด็นจากคณาจารย์

บทความวิจัยคือการนำรายงานวิจัยมาเรียบเรียงให้เกิดความกระชับ เข้าใจง่าย เข้าถึงผู้อ่านได้จำนวนมาก ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถแยกรายงานวิจัย 1 เล่มเป็นบทความวิจัยได้หลายเล่มตามขอบเขตที่ผู้เขียนกำหนดนั่นเอง

องค์ประกอบของบทความวิจัยมักจะมีรูปแบบที่เป็นมาตราฐานตายตัว โดยจะถูกกำหนดโดยกองบรรณาธิการของวารสารนั้นๆ เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสวยงาม และที่สาคัญในการกาหนดรูปแบบการเขียนหรือองค์ประกอบของบทความก็คือ การนาเสนอถึงองค์ความรู้ที่ครบถ้วนนั้นเอง โดยองค์ประกอบของการเขียนบทความวิจัยมักจะประกอบไปด้วย 6 ส่วนดังนี้

1) บทคัดย่อ เป็นบทสรุปที่จำเป็นต้องย่อบทความทั้งหมดให้เหลืออยู่ภายใน 1 หน้ากระดาษ โดยในนั้นจำเป็นต้องระบุถึงวัตถุประสงค์การวิจัย วิธีการวิจัย การสุ่มตัวอย่าง สถิติที่ใช้ ข้อค้นพบ และในการเขียนควรมีลูกเล่นหลอกล่อให้ผู้อ่านรู้สึกอยากติดตามเข้าไปอ่านเนื้อหาที่เหลือด้านในอีกด้วย

2) เนื้อหา เป็นส่วนหลักที่ผู้เขียนจำเป็นต้องนำเสนองานวิจัยของตน ตั้งแต่ที่มาและความสำคัญของงานวิจัย กรอบแนวคิด วัตถุประสงค์ ทฤษฎีที่ใช้ รูปแบบการวิจัย วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่าง การพัฒนาและทดสอบเครื่องมือ การรวบรวมข้อมูล โดยในส่วนนนี้จะใช้พื้นที่ค้อนข้างมาก เพราะผู้วิจัยจำเป็นต้องแสดงให้ผู้พิจารณาบทความ(Peer reviewer) เห็นถึงความสำคัญของงานวิจัย และต้องแสดงให้เห็นถึงกระบวนการวิจัยที่ถูกต้องมีเหตุ มีผลของการเลือกวิธีการในการดำเนินการต่างๆ กับงานวิจัย

3) การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการนำเสนอผลการวิจัยคล้ายคลึงกับบทที่ 4 ในรายงานวิจัย แต่จะเป็นการสรุปความเฉพาะเนื้อหาที่สำคัญๆ เท่าที่จำเป็น ส่วนใหญ่มักเลือกวิธีการนำเสนอด้วยตาราง และแผนภูมิและมีการบรรยายประกอบเพื่ออธิบายความอีกครั้ง

4) กำรอภิปรายผล เป็นการนำเสนอและอภิปรายข้อค้นพบคล้ายคลึงกับการอภิปรายผลในบทที่ 5 ของรายงานวิจัย โดยการอภิปรายผลควรโยงเข้ากับวัตถุประสงค์ที่ได้นำเสนอไว้ข้างต้น และควรอภิปรายถึงสมมติฐานที่ตั้งไว้ด้วย

5) ข้อจำกัด/ข้อเด่น ในส่วนนี้จะอธิบายถึงปัญหาและอุปสรรคที่ผู้วิจัยพบในการทำวิจัย หรือข้อจำกัดของงานวิจัย อาจกล่าวล่วงไปถึงรูปแบบการวิจัยในอนาคตเพื่อต่อยอดงานชิ้นปัจจุบัน

6) การอ้ำงอิง ได้แก่ บรรณานุกรม เชิงอรรถ และภาคผนวก เช่น ตัวอย่างแบบสอบถาม หรือแบบสัมภาษณ์

สิ่งใดที่ไม่ควรเขียนในบทความวิจัย ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

1) บทความที่ไม่มีประโยชน์ต่อสังคมและต่อแวดวงวิชาการ เช่น งานที่ศึกษาอยู่ในหน่วยงานของตนเอง บุคคลภายนอกและสาธารณชนไม่สามารถใช้ประโยชน์จากงานนั้นๆ ได้

2) เป็นบทความที่ผิดหลักวิชาการ เช่น งานที่ไม่มีการอ้างอิงที่ถูกต้อง ไม่มีการใช้วิธีการวิจัยที่เหมาะสม ไม่มีเหตุมีผลในงานชิ้นนั้นๆ

3) ไม่ตรงกับหัวข้อ คืองานที่มีหัวข้ออย่างนึงแต่นำเสนอเนื้อหาอีกอย่างหนึ่งนั่นเอง

4) โครงสร้างในการเขียนไม่ดี คืองานที่มีลำดับการเล่าเรื่องที่ผิดพลาด อ่านแล้วไม่สามารถเข้าใจเรื่องราวได้ สื่อสารไม่ชัดเจน ไม่มีประเด็นหลักในการเขียน

5) มีข้อบกพร่องมากเกินไป บางครั้งบทความอาจถูกตีตกเพราะการไม่จัดหน้ากระดาษให้ดี พิมพ์ผิดเยอะเกินไป จัดรูปแบบบทความไม่สมบูรณ์ เพราะผู้พิจารณาบทความจะไม่มาเสียเวลาในการพิสูจน์อักษรให้กับ

6) ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง คืองานที่อ้างอิงของคนอื่นมากจนเกินไป 10 หน้า เป็นการอ้างคนอื่นไป 8 หน้า มีเนื้อหาที่ผู้วิจัยตกผลึกเพียงน้อยนิด ซึ่งไม่ได้แสดงออกถึงองค์ความรู้ที่เพื่อขึ้น

 

 

  • ครั้งที่ 3 : วิธีการเผยแพร่บทความวิจัย และเลือกวารสารวิชาการเพื่อตีพิมพ์ที่เหมาะสม
    • Ø เล่าเรื่อง รศ. ดิเรก ควรสมาคม

สรุปประเด็น เลือกเผยแพร่ในงานประชุมวิชาการต่าง ๆ เลือกเผยแพร่โดยการเขียนบทคววามวิจัย ปรับแก้บทความวิจัยให้เป็นไปตามระเบียบของวารสารวิชาการนั้น ๆ และควรเลือกวารสารที่อยู่ในฐาน TCI ทั้งนี้ได้แนบไว้ในในวาระการประชุมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เกี่ยวกับประเภทของวารสารที่อยู่ในฐาน TCI

  • Ø เล่าเรื่อง ผศ.ดร. เขตไท   ลังการ์พินธุ์

สรุปประเด็น เลือกวารสารให้ถูกต้อง ในขั้นตอนนี้ผู้วิจัยต้องรู้ศักยภาพของงานตนเองก่อนว่า มี

คุณค่าเชิงวิชาการและนำเสนอคุณค่านั้นได้ดีเพียงใด เพราะวารสารแต่ละระดับชั้นย่อมมีความเคี่ยวในการตีพิมพ์แตกต่างกัน ที่สำคัญงานของเราเป็นงานประเภทใด อย่างที่เรารู้กันของเราเป็นนิติศาสตร์ ก็น่าจะไปอยู่ในเชิงนิติศาสตร์ สังคมศาสตร์ เป็นต้น  เพราะวารสารแต่ละฉบับจะรับพิจารณาบทความตามประเภทที่จดทะเบียนไว้เท่านั้น ดังนั้นผู้วิจัยจำเป็นต้องเลือกวารสารให้ถูกฝาถูกตัวกับงานที่มีเสียก่อนครับ

 

  • Ø เล่าเรื่อง ผศ.ดร. สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต

สรุปประเด็น เผื่อเวลา อย่างที่ผมได้เกริ่นไว้ตั้งแต่การ km ครั้งแรก นั่นก็เพราะการตีพิมพ์ในวารสาร

นั้นมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และซับซ้อนพอสมควร ฉะนั้นควรมีการเผื่อเวลาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ผู้วิจัยจะทำได้

 

  • Ø เล่าเรื่อง อ.กษมา เดชรักษา

สรุปประเด็น ในขั้นตอนของการทำบทความวิจัยโดยภาพรวมอาจเป็นเรื่องยุ่งยากไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาที่เราก็ว่ายากแล้ว แต่ยากยิ่งกว่าคือ เราจะได้รับการตีพิมพ์และเผยแพร่เมื่อไหร่ สิ่งที่เราต้องปรับแนวคิดคือ ขอให้คิดว่า

การแก้ไขเป็นเรื่องธรรมดา หากถูกกองบรรณาธิการสั่งให้แก้ไขบทความ จงมองมันเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งหากเป็นบทความแรกๆ ของเรายิ่งต้องถูกแก้ไข และจงมองคำแนะนำของผู้พิจารณาบทความว่าคือเสียงสวรรค์ จงทำใจและยอมรับมัน

 

  • Ø เล่าเรื่อง อ.จักรพันธ์  โอฬาริกชาติ

สรุปประเด็น “การตีพิมพ์” ซึ่งถือเป็นจุดสุดยอดของการเขียนบทความวิจัย เพราะคงไม่มีใครเขียน

บทความแล้วตั้งใจจะเก็บไว้อ่านเพียงคนเดียว แต่การตีพิมพ์ก็ยังคงมีเทคนิคแฝงอยู่เล็กน้อย ซึ่งก็เป็นไปตามที่อาจารย์หลายท่านได้กล่าวไว้แล้ว

 

สรุปประเด็นจากคณาจารย์

“การตีพิมพ์” ซึ่งถือเป็นจุดสุดยอดของการเขียนบทความวิจัย แต่การตีพิมพ์ก็ยังคงมีเทคนิคแฝงอยู่เล็กน้อย โดยสามารถสรุปเป็น 3 ประเด็นดังนี้

1) เลือกวารสารให้ถูกต้อง ในขั้นตอนนี้ผู้วิจัยต้องรู้ศักยภาพของงานตนเองก่อนว่า มีคุณค่าเชิงวิชาการและนำเสนอคุณค่านั้นได้ดีเพียงใด เพราะวารสารแต่ละระดับชั้นย่อมมีความเคี่ยวในการตีพิมพ์แตกต่างกัน ที่สำคัญงานของเราเป็นงานประเภทใด อย่างที่เรารู้กันของเราเป็นนิติศาสตร์ ก็น่าจะไปอยู่ในเชิงนิติศาสตร์ สังคมศาสตร์ เป็นต้น  เพราะวารสารแต่ละฉบับจะรับพิจารณาบทความตามประเภทที่จดทะเบียนไว้เท่านั้น ดังนั้นผู้วิจัยจำเป็นต้องเลือกวารสารให้ถูกต้องกับตัวงาน

2) เผื่อเวลา การตีพิมพ์ในวารสารนั้นมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และซับซ้อนพอสมควร ฉะนั้นควรมีการเผื่อเวลาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ผู้วิจัยจะทำได้

3) การแก้ไขเป็นเรื่องธรรมดา หากถูกกองบรรณาธิการสั่งให้แก้ไขบทความ จงมองมันเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งหากเป็นบทความแรกๆ ของเรายิ่งต้องถูกแก้ไข และจงมองคำแนะนำของผู้พิจารณาบทความว่าคือเสียงสวรรค์ จงทำใจและยอมรับมัน

 

 

  • ครั้งที่ 4 : อภิปรายเทคนิคการเขียนบทความวิจัย เพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ          ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง
    • Ø เล่าเรื่อง รศ. ดิเรก ควรสมาคม

สรุปประเด็น เทคนิคที่อาจารย์แต่ละท่านร่วมกันถ่ายทอด ล้วนมาจากประสบการณ์ที่ผ่านการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเสนอมาแล้ว ย่อมจะเป็นประโยชน์แก่คณาจารย์ทุกท่าน

  • Ø เล่าเรื่อง ผศ.ดร. เขตไท   ลังการ์พินธุ์

สรุปประเด็น คิดว่าน่าจะจุดประกายให้แก่กับอาจารย์ที่กำลังเริ่มเขียนบทความวิจัยเป็นครั้งแรก รวม

ไปถึงคณาจารย์ที่ยังไม่เคยเขียนบทความวิจัยมาก่อนได้เรียนรู้เทคนิคและนำไปใช้พัฒนา

  • Ø เล่าเรื่อง ผศ.ดร. สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต

สรุปประเด็น จากประสบการณ์ต่าง ๆ เทคนิคเหล่านี้จะยังประโยชน์ให้แก่คณาจารย์ทุกท่าน ในการ

แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ และหวังว่าจะก่อให้เกิดบทความวิจัยที่คุณค่า และได้รับการตีพิมพ์ในวาสารวิชาการที่อยู่ในฐาน TCI แก่คณาจารย์ทุกท่านได้

  • Ø เล่าเรื่อง อ.กษมา เดชรักษา

สรุปประเด็น มีความรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ และหวังว่าคณะเราจะ

จัดอยู่เรื่อย ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นคณาจารย์ในการผลิตผลงานทางด้านวิชาการให้กว้างไกล

  • Ø ร่วมเล่าเรื่อง อ. ชุติพงศ์ สมทรัพย์

สรุปประเด็น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากการบอกเล่าประสบการณ์ และเทคนิคต่าง ๆ ย่อมจะ

ก่อให้เกิดผลดี และพัฒนาอาจารย์รุ่นใหม่ ให้มีผลงานวิชาการมากขึ้น

  • Ø เล่าเรื่อง อ.ปารินุช บริสุทธิ์ศรี

สรุปประเด็น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ สนุก มีสาระ และน่าสนใจ โดยเฉพาะเทคนิคต่าง ๆ จาก

อาจารย์ที่มีประสบการณ์

  • Ø เล่าเรื่อง อ. นิษณา เตชาวงศ์

สรุปประเด็น เป็นกิจกรรมที่สนุก และได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อจะได้ยื่นเสนอขอทุนวิจัยต่อไป

 

  • Ø เล่าเรื่อง อ. ธนัญชัย  ทิพยมณฑล

สรุปประเด็น จากประสบการณ์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ ทำให้ได้เทคนิคบางอย่างกลับไป

เช่น ในเรื่องการวางแผนระยะเวลาในการเขียนบทความวิจัย เพื่อตีพิมพ์ที่ควรคำนึงถึง เป็นต้น

 

 

  • Ø เล่าเรื่อง อ.สุรชัย เดชพงษ์

สรุปประเด็น จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งแม้จะไม่มีประสบการณืในการเขียนบทความวิจัยมาก่อน

ทำให้สามารถพัฒนาบทความวิจัยที่กำลังดำเนินการเขียนอยู่ ทำให้สามารถเขียนบทความได้อย่างมีความสุข แม้จะติดขัดอุปสรรคไปบ้างในส่วนของการแก้ไข แต่เพราะได้รับคำแนะนำของอาจารย์ที่มีประสบการณ์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก่อเกิดกำลังใจ ไม่รู้สึกท้อ จึงสามารถพัฒนาเป็นโจทย์บทความวิจัย  จนได้รับการตอบรับบทความวิจัยในปีการศึกษา 2559 จากกองบรรณาธิการวารสารมหาวิทยาลัยพายัพ ในบทความเรื่อง “ปัญหาและแนวทางแก้ไขการค้างภาษีโรงเรือนและที่ดินกรณีศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่” ให้ตีพิมพ์ในปีที่ 27 ฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม-ธันวาคม 2560 เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยต่อไป จึงรู้สึกว่าได้นำทักษะของอาจารย์แต่ละท่านที่ได้ km ไปใช้และก่อให้เกิดประโยชน์เป็นอย่างดี

 

  • Ø เล่าเรื่อง ดร. ธัชพงษ์ วงษ์เหรียญทอง

สรุปประเด็น ในระหว่างที่เราได้จัด km นี้ ทำให้ได้รับเทคนิคต่าง ๆ ของอาจารย์ทุกท่านนำไปใช้

และสามารถเสนอบทความวิจัย ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้จะติดขัดอยู่บ้าง ในการแก้ไขบทความวิจัย ซึ่งอาจต้องแก้ไขอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ถือเป็นสิ่งท้าทาย ที่ทำให้ผลงานของเราที่จะได้ออกสู่วงการวิชาการมีคุณค่า และเกิดความน่าเชื่อถือ ก่อเกิดบทความวิจัยซึ่งเป็นผลงานชิ้นแรก ในบทความเรื่อง “การฟ้องซ้ำคดีอาญา ศึกษากรณีตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542” ในวาสารสืบเนื่องการประชุมวิชาการระดับชาติ นอร์ทเทิร์นวิจัย ครั้งที่ 3 ปีการศึกษา 2559

 

สรุปประเด็นจากคณาจารย์

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากการบอกเล่าประสบการณ์ และเทคนิคต่าง ๆ จากอาจารย์ผู้มีประสบการณ์ย่อมจะก่อให้เกิดผลดี และอาจก่อให้เกิดการพัฒนา และก่อให้เกิดผลงานวิชาการ ในด้านบทความวิจัยแก่อาจารย์ที่ยังไม่เคยเขียนบทความวิจัย และ/หรือ อาจารย์ที่มีประสบการณ์อยู่ก่อนแล้ว เพราะการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัย มีบทบาทสาคัญต่อแวดวงการศึกษาอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นวิธีการที่จะนำเสนอผลงานวิชาการออกสู่สาธารณะชนได้อย่างกว้างขวาง และถือเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งหากบทความวิจัยของตนได้รับการยอมรับจากกองบรรณาธิการของวารสาร อันจะก่อให้เกิดผลงานวิชาการอย่างต่อเนื่องของคณาจารย์ในคณะนิติศาสตร์

 

 

สรุปความรู้ที่ได้

จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการวิจัย เรื่อง “ทักษะการเขียนบทความวิจัย เพื่อลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ” สามารถถอดองค์ความรู้ ซึ่งสามารถสรุปได้ กล่าวคือ

1) เทคนิคการได้มาซึ่งการตอบรับบทความวิจัย เพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

2) เทคนิคแนวทางการเขียนบทความวิจัย เพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

3) วิธีการเผยแพร่บทความวิจัย และเลือกวารสารวิชาการเพื่อตีพิมพ์ที่เหมาะสม

 

1) เทคนิคการได้มาซึ่งการตอบรับบทความวิจัย เพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

สิ่งที่สำคัญและควรคำนึงถึงคือการทำความเข้าใจในความหมายของบทความวิจัย ปรับทัศนคติเพื่อก่อให้เกิดการเขียนบทความวิจัยที่มีคุณค่า เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารวิชาการนั้นๆ ซึ่งบทความวิจัยจัดเป็นเอกสารทางวิชาการประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นการนำเอาสาระสาคัญของงานวิจัยออกมาเขียนเป็นบทความที่มีความกระชับมากกว่ารายงานวิจัย (เล่มวิจัย 5 บท) และจะมีลักษณะที่แตกต่างจากงานวิจัยดังนี้

1) นำเสนอในพื้นที่จำกัด กล่าวคือ บทความวิจัยเป็นการนำเสนอข้อค้นพบจากงานวิจัยที่มีความ

กระชับ ตรงประเด็น และไม่ยาวจนเกินไป

2) สามารถแยกนำเสนอได้ กล่าวคือ บทความวิจัยอาจนำเสนอพียงเนื้องานบางส่วนของรายงาน

วิจัยเล่มนั้นๆ ตามขอบข่ายที่ผู้เขียนกำหนด อาจเนื่องมาจากพื้นที่ในการนำาเสนอและจำนวนของข้อมูลไม่สัมพันธ์กัน จึงจำเป็นต้องแยกเนื้อหาออกเป็นส่วนๆ เพื่อนำเสนอเป็นบทความ

3) ขอบเขตของการเผยแพร่ที่กว้างกว่า กล่าวคือ รายงานวิจัยส่วนใหญ่ก็จะถูกเก็บในห้องสมุด

หรือเว็ปไซด์บางเว็ปไซด์ซึ่งอัตราการเข้าถึงนั้นต่ากว่า การเผยแพร่ผ่านวารสารต่างๆ เนื่องจากวารสารมีเนื้อหาที่กระชับมากกว่าจึงทำให้ผู้อ่านนั้นสามารถเข้าใจเนื้อหาของการวิจัยได้ในเวลาอันสั้น จึงทำให้ได้รับความนิยมมาก

กล่าวโดยสรุป บทความวิจัยคือการนำรายงานวิจัยมาเรียบเรียงให้เกิดความกระชับ เข้าใจง่าย เข้าถึงผู้อ่านได้จำนวนมาก ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถแยกรายงานวิจัย 1 เล่มเป็นบทความวิจัยได้หลายเล่มตามขอบเขตที่ผู้เขียนกำหนดนั่นเอง

 

2) เทคนิคแนวทางการเขียนบทความวิจัย เพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

องค์ประกอบของบทความวิจัยมักจะมีรูปแบบที่เป็นมาตราฐานตายตัว โดยจะถูกกำหนดโดยกองบรรณาธิการของวารสารนั้นๆ เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสวยงาม และที่สาคัญในการกาหนดรูปแบบการเขียนหรือองค์ประกอบของบทความก็คือ การนาเสนอถึงองค์ความรู้ที่ครบถ้วนนั้นเอง โดยองค์ประกอบของการเขียนบทความวิจัยมักจะประกอบไปด้วย 6 ส่วนดังนี้

1) บทคัดย่อ เป็นบทสรุปที่จำเป็นต้องย่อบทความทั้งหมดให้เหลืออยู่ภายใน 1 หน้ากระดาษ โดยในนั้นจำเป็นต้องระบุถึงวัตถุประสงค์การวิจัย วิธีการวิจัย การสุ่มตัวอย่าง สถิติที่ใช้ ข้อค้นพบ และในการเขียนควรมีลูกเล่นหลอกล่อให้ผู้อ่านรู้สึกอยากติดตามเข้าไปอ่านเนื้อหาที่เหลือด้านในอีกด้วย

2) เนื้อหา เป็นส่วนหลักที่ผู้เขียนจำเป็นต้องนำเสนองานวิจัยของตน ตั้งแต่ที่มาและความสำคัญ

ของงานวิจัย กรอบแนวคิด วัตถุประสงค์ ทฤษฎีที่ใช้ รูปแบบการวิจัย วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่าง การพัฒนาและทดสอบเครื่องมือ การรวบรวมข้อมูล โดยในส่วนนนี้จะใช้พื้นที่ค้อนข้างมาก เพราะผู้วิจัยจำเป็นต้องแสดงให้ผู้พิจารณาบทความ(Peer reviewer) เห็นถึงความสำคัญของงานวิจัย และต้องแสดงให้เห็นถึงกระบวนการวิจัยที่ถูกต้องมีเหตุ มีผลของการเลือกวิธีการในการดำเนินการต่างๆ กับงานวิจัย

3) การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการนำเสนอผลการวิจัยคล้ายคลึงกับบทที่ 4 ในรายงานวิจัย แต่จะ

เป็นการสรุปความเฉพาะเนื้อหาที่สำคัญๆ เท่าที่จำเป็น ส่วนใหญ่มักเลือกวิธีการนำเสนอด้วยตาราง และแผนภูมิและมีการบรรยายประกอบเพื่ออธิบายความอีกครั้ง

4) การอภิปรายผล เป็นการนำเสนอและอภิปรายข้อค้นพบคล้ายคลึงกับการอภิปรายผลในบทที่

5 ของรายงานวิจัย โดยการอภิปรายผลควรโยงเข้ากับวัตถุประสงค์ที่ได้นำเสนอไว้ข้างต้น และควรอภิปรายถึงสมมติฐานที่ตั้งไว้ด้วย

5) ข้อจำกัด/ข้อเด่น ในส่วนนี้จะอธิบายถึงปัญหาและอุปสรรคที่ผู้วิจัยพบในการทำวิจัย หรือ

ข้อจำกัดของงานวิจัย อาจกล่าวล่วงไปถึงรูปแบบการวิจัยในอนาคตเพื่อต่อยอดงานชิ้นปัจจุบัน

6) การอ้างอิง ได้แก่ บรรณานุกรม เชิงอรรถ และภาคผนวก เช่น ตัวอย่างแบบสอบถาม หรือ

แบบสัมภาษณ์

 

สิ่งใดที่ไม่ควรเขียนในบทความวิจัย ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

1) บทความที่ไม่มีประโยชน์ต่อสังคมและต่อแวดวงวิชาการ เช่น งานที่ศึกษาอยู่ในหน่วยงาน

ของตนเอง บุคคลภายนอกและสาธารณชนไม่สามารถใช้ประโยชน์จากงานนั้นๆ ได้

2) เป็นบทความที่ผิดหลักวิชาการ เช่น งานที่ไม่มีการอ้างอิงที่ถูกต้อง ไม่มีการใช้วิธีการวิจัยที่

เหมาะสม ไม่มีเหตุมีผลในงานชิ้นนั้นๆ

3) ไม่ตรงกับหัวข้อ คืองานที่มีหัวข้ออย่างนึงแต่นำเสนอเนื้อหาอีกอย่างหนึ่งนั่นเอง

4) โครงสร้างในการเขียนไม่ดี คืองานที่มีลำดับการเล่าเรื่องที่ผิดพลาด อ่านแล้วไม่สามารถเข้าใจ

เรื่องราวได้ สื่อสารไม่ชัดเจน ไม่มีประเด็นหลักในการเขียน

5) มีข้อบกพร่องมากเกินไป บางครั้งบทความอาจถูกตีตกเพราะการไม่จัดหน้ากระดาษให้ดี

พิมพ์ผิดเยอะเกินไป จัดรูปแบบบทความไม่สมบูรณ์ เพราะผู้พิจารณาบทความจะไม่มาเสียเวลาในการพิสูจน์อักษรให้กับ

6) ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง คืองานที่อ้างอิงของคนอื่นมากจนเกินไป 10 หน้า เป็นการอ้างคนอื่นไป 8 หน้า มีเนื้อหาที่ผู้วิจัยตกผลึกเพียงน้อยนิด ซึ่งไม่ได้แสดงออกถึงองค์ความรู้ที่เพื่อขึ้น

 

3) วิธีการเผยแพร่บทความวิจัย และเลือกวารสารวิชาการเพื่อตีพิมพ์ที่เหมาะสม

“การตีพิมพ์” ซึ่งถือเป็นจุดสุดยอดของการเขียนบทความวิจัย แต่การตีพิมพ์ก็ยังคงมีเทคนิคแฝงอยู่เล็กน้อย โดยสามารถสรุปเป็น 3 ประเด็นดังนี้

1) เลือกวารสารให้ถูกต้อง ในขั้นตอนนี้ผู้วิจัยต้องรู้ศักยภาพของงานตนเองก่อนว่า มีคุณค่าเชิง

วิชาการและนำเสนอคุณค่านั้นได้ดีเพียงใด เพราะวารสารแต่ละระดับชั้นย่อมมีความเคี่ยวในการตีพิมพ์แตกต่างกัน ที่สำคัญงานของเราเป็นงานประเภทใด อย่างที่เรารู้กันของเราเป็นนิติศาสตร์ ก็น่าจะไปอยู่ในเชิงนิติศาสตร์ สังคมศาสตร์ เป็นต้น  เพราะวารสารแต่ละฉบับจะรับพิจารณาบทความตามประเภทที่จดทะเบียนไว้เท่านั้น ดังนั้นผู้วิจัยจำเป็นต้องเลือกวารสารให้ถูกต้องกับตัวงาน

2) เผื่อเวลา การตีพิมพ์ในวารสารนั้นมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และซับซ้อนพอสมควร ฉะนั้นควรมีการ

เผื่อเวลาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ผู้วิจัยจะทำได้

3) การแก้ไขเป็นเรื่องธรรมดา หากถูกกองบรรณาธิการสั่งให้แก้ไขบทความ จงมองมันเป็นเรื่อง

ธรรมดา ยิ่งหากเป็นบทความแรกๆ ของเรายิ่งต้องถูกแก้ไข และจงมองคำแนะนำของผู้พิจารณาบทความว่าคือเสียงสวรรค์ จงทำใจและยอมรับมัน

 

 

 

 

 

 

  • PDF
  • พิมพ์

เอกสารเผยแพร่การจัดการความรู้ KM

เอกสารเผยแพร่การจัดการความรู้

“แนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน”

โดย คณะกรรมการการจัดการความรู้

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ

ปีการศึกษา 2559

 

 


บทนำ

โดยที่คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยพายัพ ได้จัดการจัดการเรียนการสอนมุ่งเน้นให้นักศึกษามีความรู้ทางวิชาการด้านกฎหมาย  ซึ่งมีการจัดการเรียนการสอน 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต (Bachelor of law program) (LL.B.)  และหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต (Master of Laws Program) (LL.M)

ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนด้านกฎหมายต้องมีแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน  เพื่อพัฒนาผลงานวิจัยที่ประสิทธิภาพ คุณภาพและเกิดประโยชน์ และยังให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้กระบวนการวิจัยในวิชาต่างด้านกฎหมาย ที่ไม่ใช่วิชาที่สอนการวิจัย  ย่อมมีส่วนเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาความคิด ใช้ความคิดเชิงเหตุผล วิเคราะห์ วิจารณ์ สังเคราะห์ เกิดการเรียนรู้ถึงปัญหากฎหมายที่กระทบต่อสิทธิหรือเป็นอุปสรรคต่อหน้าที่ของประชาชนบางมิติทางสังคม  เพื่อเป็นการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน

ในการนี้เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยตามยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาขีดความสามารถและเติบโตอย่างยั่งยืน เป้าประสงค์ที่ 2.1 ระบบบริหารจัดการมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานสากลโดยยึดหลักธรรมาภิบาล กลยุทธิ์ที่ 2.1.3 พัฒนาระบบและกลไกบริหารงานบุคคลเพื่อบริหารอัตรากำลังคน การจัดการ และพัฒนาขีดความสามารถเชิงสมรรถนะของบุคลากรและผู้นำทุกระดับ ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คณะนิติศาสตร์ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการความรู้เนื่องจากเป็นเครื่องมือในการจัดระบบองค์ความรู้ที่มีอยู่ในตัวบุคคลที่เกิดจากประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะบุคคล และความรู้ที่จำเป็นในการปฏิบัติงานมาบันทึกในรูปแบบของเอกสาร เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ และพัฒนาไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้  โดยเฉพาะในปีการศึกษา 2559 นี้ คณะนิติศาสตร์ได้รับการสนับสนุนจากสำนักพัฒนาคุณภาพการศึกษา ฝ่ายงานจัดการความรู้ ได้ให้ความรู้ด้านวิธีการดำเนินงานการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ถูกต้อง สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ตามหัวข้อความรู้ที่ระบุไว้ตั้งแต่ต้น

 

 

 

 

 

 

 

 

แรงบันดาลใจ/สถานการณ์ปัญหา

คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยพายัพ ได้ระบุหัวข้อองค์ความรู้ด้านการวิจัยและการเรียนการสอน : แนว

ปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน  โดยมาจากคณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้ ประจำปี 2559 ได้ร่วมกันประชุมกับคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ทั้งหมด  เพื่อร่วมกันเลือกองค์ความรู้จากอาจารย์ที่มีประสบการณ์ด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน  เนื่องจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ มีความเห็นว่าองค์ความรู้นี้มีความสำคัญมาก เพราะเห็นว่าการจะพัฒนาผลงานวิจัยที่มีประสิทธิภาพ คุณภาพและเกิดประโยชน์ได้นั้น นอกจากการได้เพิ่มพูนความรู้ใหม่ ค้นพบกฎหรือทฤษฎีตลอดจนการประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และการทำงานแล้ว การวิจัยหากสามารถนำมาบูรณาการในการเรียนการสอนได้ ก็จะทำให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาความคิด ใช้ความคิดเชิงเหตุผล วิเคราะห์ วิจารณ์ สังเคราะห์ เกิดการเรียนรู้กระบวนการวิจัยในวิชาต่าง ๆ ที่ไม่ใช่วิชาที่สอนการวิจัยแต่เพียงอย่างเดียว

ด้วยเหตุนี้การจัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง “แนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน” จึงเป็นการประมวลความรู้และประสบการณ์จากอาจารย์ที่มีประสบการณ์การเผยแพร่งานวิจัยและบูรณาการในการเรียนการสอน ทั้งภายในและภายนอกคณะนิติศาสตร์ มาเป็นแนวทางให้อาจารย์ภายในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ที่มีความสนใจในการเผยแพร่งานวิจัยและบูรณาการในการเรียนการสอนแต่ขาดประสบการณ์ได้เรียนรู้ เพื่อบูรณาการการวิจัยกับการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

 

แผนการจัดการความรู้ (ตามหัวเรื่อง)

 

แบบฟอร์ม 3 – แผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan) : กระบวนการจัดการความรู้ (KM Process)

ชื่อหน่วนงาน : คณะนิติศาสตร์

ขอบเขต KM : แนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน

เป้าหมาย KM (Desired State) : อาจารย์ของคณะฯ สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในการการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน

หน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม :

  1. อาจารย์ประจำสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน
  2. อาจารย์ประจำที่มีความสนใจและหาแนวปฏิบัติที่ดีในการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนแต่ขาดประสบการณ์ การบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2559

ลำดับ

กิจกรรม

ระยะเวลา

ตัวชี้วัด

เป้าหมาย

งบ

ประมาณ

ผู้รับผิดชอบ

สถานะ

1

การประชุมคณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์เพื่อระดมความคิดในการคัดเลือกหัวข้อที่สำคัญในการจัดจำแผนการจัดการความรู้ซึ่งได้แก่ “แนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน”

24สิงหาคม 2559

คณะกรรมการฯ มีส่วนร่วมในการกำหนดประเด็นความรู้ที่สอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนด

อย่างน้อย ร้อยละ 80 ของคณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์ทั้งหมด

-

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์

 

2

ค้นหาผู้มีทักษะ แนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนซึ่งคณะกรรมการได้เสนอ รศ.ดิเรก ควรสมาคม ผศ.ดร.สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต และ ผศ.ดร. เขตไท  ลังการ์พินธุ์

ที่มีประสบการณ์ในด้านงานวิจัย เพื่อหาแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน

31 สิงหาคม และ 7,8,14กันยายน2559

จัดกิจกรรมการจัดการความรู้จำนวน 4 ครั้ง โดยให้รศ. ดิเรก ควรสมาคม เป็นประธานกลุ่ม และให้คณาจารย์ที่มีความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อให้ได้องค์ความรู้สำหรับแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน

อย่างน้อย 5 คน ขึ้นไปและทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้เสนอความรู้และได้แสดงความคิดเห็นทุกกิจกรรมที่ได้จัดขึ้น

-

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความ

รู้คณะนิติศาสตร์

บุคลากร

ในคณะนิติศาสตร์มีส่วนร่วมในการแลก

เปลี่ยนเรียนรู้

 

 

 

 

แบบฟอร์ม 3 – แผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan) : กระบวนการจัดการความรู้ (KM Process)

ชื่อหน่วนงาน : คณะนิติศาสตร์

ขอบเขต KM : แนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน

เป้าหมาย KM (Desired State) : อาจารย์ของคณะฯ สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ใน    การบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน

หน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม :

  1. อาจารย์ประจำสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน
  2. อาจารย์ประจำที่มีความสนใจและหาแนวปฏิบัติที่ดีในการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนแต่ขาดประสบการณ์ การบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2559

ลำดับ

กิจกรรม

ระยะเวลา

ตัวชี้วัด

เป้าหมาย

งบประมาณ

ผู้รับผิดชอบ

สถานะ

3

เลขานุการของกลุ่มสรุปความรู้ตามประเด็นและจัดหมวดหมู่ความรู้จากกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้

11-25 มกราคม 2560

เอกสารสรุปความรู้ตามประเด็นความรู้

 

 

 

 

 

ได้เอกสารความรู้ครบถ้วนตามประเด็นที่กำหนด

-

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้

คณะนิติศาสตร์

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้

คณะนิติศาสตร์

4

การประมวลและกลั่นกรองความรู้

พิจารณาเนื้อหาความถูกต้องขององค์ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญ และจัดทำเป็นเล่มความรู้

25 เมษายน 2560

และ 22 กุมภาพันธ์ 2560

และ 1 มีนาคม 2560

และ 22 มีนาคม 2560

 

 

1 เล่ม

-

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้

คณะนิติศาสตร์

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้  คณะนิติศาสตร์

5

การเข้าถึงความรู้นำองค์ความรู้ประชาสัมพันธ์ให้บุคลากรภายในคณะรับทราบ

2-6 พฤษภาคม 2560

มีการเผยแพร่องค์ความรู้บนฐานความรู้ของมหาวิทยาลัยแจ้งในที่ประชุมคณะเพื่อให้บุคลากรรับทราบ

ภายใน

1สัปดาห์ หลังจากได้เล่มความรู้ฉบับสมบูรณ์มีวาระแจ้งให้บุคลากรได้รับ

ทราบถึงช่องทางในการเข้าถึงความรู้

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้  คณะนิติศาสตร์

 

 

แบบฟอร์ม 3 – แผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan) : กระบวนการจัดการความรู้ (KM Process)

ชื่อหน่วนงาน : คณะนิติศาสตร์

ขอบเขต KM : แนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน

เป้าหมาย KM (Desired State) : อาจารย์ของคณะฯ สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในการเขียนเค้าโครงข้อเสนอเพื่อขอทุนวิจัย

หน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม : อาจารย์ของคณะฯ สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ใน การบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน

หน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม :

  1. อาจารย์ประจำสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน
  2. อาจารย์ประจำที่มีความสนใจและหาแนวปฏิบัติที่ดีในการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนแต่ขาดประสบการณ์ การบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2559

ลำดับ

กิจกรรม

ระยะเวลา

ตัวชี้วัด

เป้าหมาย

งบประมาณ

ผู้รับผิดชอบ

สถานะ

6

การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้

จัดกิจกรรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในคณะวิชา

 

18 พ.ค 2560

มีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรีนนรู้ให้กับบุคลากรภายในคณะโดยเป็นวาระหนึ่งในการประชุมคณาจารย์ โดยให้เลขานุการทีประชุมร่วมกับประธานของแต่ละกลุ่มร่วมการบรรยายความรู้ที่ได้รับให้คณาจารย์ทุกท่านฟัง

คณาจารย์ได้รับความรู้จากการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างน้อย 1 ครั้ง

-

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์

คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ และคณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์

7

การนำองค์ความรู้ด้านแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน เพื่อมาปรับใช้ไปใช้และประโยชน์ในการเรียนการสอน

1 ภาคการศึกษา

จำนวนอาจารย์ที่ได้นำทักษะความรู้เกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน

อย่างน้อย 1 คน

คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์

คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ และคณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการความรู้คณะนิติศาสตร์

 

 

 

 

 

คณะผู้ร่วมดำเนินการ

1.     รศ.ดิเรก      ควรสมาคม

2.     ผศ.ดร.สัญลักข์  ปัญวัฒนลิขิต

3.     ผศ.ดร.เขตไท ลังการ์พินธุ์

4.     อาจารย์ชุติพงษ์  สมทรัพย์

5.     ดร.ธัชพงษ์  วงษ์เหรียญทอง

6.     อาจารย์นวกาล  สิรารุจานนท์

7.     อาจารย์ธนะ  เนตรศุภลักษณ์

8.     อาจารย์กษมา  เดชรักษา

9.     อาจารย์นันท์มนัส  จันทราศัพท์

10.   อาจารย์อธิป   จันทนโรจน์

11.   อาจารย์สุรชัย     เดชพงษ์

12.   อาจารย์ธนัญชัย ทิพยมณฑล

13.   อาจารย์วัชรพล  คนเที่ยง

14.   อาจารย์จักรพันธ์  โอฬาริกชาติ

15.   อาจารย์ปารินุช   บริสุทธิ์ศรี

16.   อาจารย์นิษณา   เตชาวงศ์

 

 

การถอดบทเรียนและสังเคราะห์ความรู้

 

ประเด็นที่ 1 : การบูรณาการการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน โดยใช้ประโยชน์จาก

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการในชั้นเรียน (วันพุธที่ 25 มกราคม 2560 เวลา 15.00-17.00 น.)

ประเด็นที่  2 : ประสบการณ์ในการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน

ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง  (วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 15.00-17.00 น.)

โดยรศ.บุษบา อารีย์ วิทยากรรับเชิญ

ประเด็นที่  3 : วิธีการเพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียน

การสอน (วันพุธที่ 1 มีนาคม 2560 เวลา 15.00-17.00 น.)

ประเด็นที่  4 : อภิปรายแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียน

การสอน” (วันพุธที่ 22 มีนาคม 2560 เวลา 15.00-17.00 น.)

ประเด็น : การบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน โดยใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการในชั้นเรียน

  • Ø เล่าเรื่อง รศ. ดิเรก ควรสมาคม

สรุปประเด็น กรณีที่มีการบูรณาการการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน โดยใช้ประโยชน์จาก

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการ และการพัฒนาการเรียนการสอนแบบบูรณาการในรายวิชาต่างๆ ที่ส่งเสริมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อกำหนดแนวทางความหมายของ 3 คำ คือ การเผยแพร่งานวิจัย

การบูรณาการงานวิจัย และการเรียนการสอน  สำหรับอาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัยจะพบว่ามีประเด็นที่ต้องทำหน้าที่ให้ครบถ้วนตามภาระงาน คือ “การบริการวิชาการกับการวิจัย และการเรียนการสอน”

ส่วนใหญ่นำวิธีการหาข้อมูลมาสอนในรายวิชาที่เกี่ยวข้องเช่น สอนปริญญาโท นำผลที่ได้จากงานวิจัย มาเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาวิชาที่สอน นำวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล มาสอนในรายวิชาที่เกี้ยวข้อง

 

Ø เล่าเรื่อง ผศ.ดร. เขตไท ลังการ์พินธุ์

สรุปประเด็น สำหรับงานวิจัยที่กำลังเตรียมเสนอยื่นโครงร่างในปีการศึกษา 2559 นี้ คือเรื่อง การมี

ส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการลำน้ำคาว ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมโดยการลงพื้นที่ ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาอนุรักษ์น้ำในชุมชนให้อยู่อย่างยั่งยืน เนื่องจากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีความสำคัญ ประกอบกับโดยส่วนตัวเป็นอาจารย์ผู้สอนรายวิชากฎหมายสิ่งแวดล้อมชั้นสูง ให้กับนักศึกษาปริญญาโท จึงคาดว่าหากได้มีการดำเนินการยื่นโครงร่างงานวิจัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะนำงานวิจัยดังกล่าวมาปรับใช้ในรายวิชานี้ เพื่อให้นักศึกษาได้เห็นมุมมองที่แตกต่าง มากกว่าในตำรา

 

  • Ø เล่าเรื่อง ผศ.ดร. สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต

สรุปประเด็น การบูรณาการงานวิจัยมาใช้ในการเรียนการสอนมีหลายรูปแบบ แล้วแต่ว่าจะนำ

งานวิจัยมาใช้บูรณาการเมื่อไหร่ เช่นงานวิจัยแล้วเสร็จแล้วค่อยนำงานวิจัยมาบูรณาการในการเรียนการสอน งานวิจัยที่กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการแต่ยังไม่แล้วเสร็จมาบูรณาการร่วมกัน ซึ่งของผศ.ดร. สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิตนั้นกำลังทำงานวิจัย ดำเนินการอยู่ทำร่วมกับอาจารย์นันท์มนัส จันทราศัพท์ ทำเกี่ยวกับสิทธิคนพิการ มองเห็นว่าเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษย์ชน โดยทางคณะเราได้มีเปิดการเรียนการสอนในรายวิชานี้จึงน่าจะสามารถเอามาบูรณาการได้

 

  • Ø เล่าเรื่อง อ. ชุติพงศ์ สมทรัพย์

สรุปประเด็น ที่มาของการบูรณาการการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน โดยใช้ประโยชน์จาก

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการในชั้นเรียน เพื่อให้การบริการวิชาการมีความเชื่อมโยงกับการวิจัย การนำผลการวิจัยไปพัฒนาการให้ด้านวิชาการ สำหรับงานวิจัยนั้นงานวิจัยแล้วเสร็จแล้วค่อยนำงานวิจัยมาบูรณาการในการเรียนการสอน หรืองานวิจัยที่กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการแต่ยังไม่แล้วเสร็จมาบูรณาการก็ได้  โดยอาจารย์แต่ละท่าน ก็จะมีจุดเน้นในเรื่องการวิจัยที่มีความแตกต่างหลากหลายกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและความพร้อมของแต่ละท่าน จึงได้กำหนดนัดหมายให้มีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้ได้ประเด็นหัวข้อที่จะทำการบูรณาการการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน พร้อมทั้งมีการกำหนดแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกัน

 

Øเล่าเรื่อง อ.กษมา เดชรักษา

สรุปประเด็น ในปีการศึกษา 2559 มีแนวโน้มจะทำวิจัยทางด้านกฎหมายอาญา เพื่อได้นำมาบูรณาการ กับงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนของตนเองได้ โดยนำส่วนวิเคราะห์ข้อมูล สอนในรายวิชาอาญา ซึ่งต้องนำงานวิจัย การนำขั้นตอนการวิจัยระบุในแผนการสอน คือการระบุใน มคอ. 3  และการนำองค์ความรู้ที่ได้จากการบริการวิชาการมาบูรณาการกับรายวิชา

 

Øเล่าเรื่อง อ.นันท์มนัส จันทราศัพท์

สรุปประเด็น งานวิจัยอยู่ในช่วงดำเนินการ แต่ยังคาดว่าแล้วเสร็จในปีการศึกษา 2559 ซึ่งได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับสิทธิคนพิการ มองเห็นว่าเกี่ยวข้องกับกฎหมายสิทธิมนุษย์ชน โดยทางคณะเราได้มีเปิดการเรียนการสอนในรายวิชานี้ จึงน่าจะสามารถเอามาบูรณาการได้

 

Øเล่าเรื่อง อ.นวกาล สิรารุจานนท์

สรุปประเด็น สำหรับในปีการศึกษา 2559  คาดว่าจะทำวิจัยเกี่ยวกับค่าตอบแทนการทำงานของทำงานแคดดี้ โดยนำงานวิจัยเรื่องนี้มาบูรณาการกับการเรียนการสอนในรายวิชากฎหมายแรงงาน อย่างมีประสิทธิภาพ

 

  • Ø เล่าเรื่อง อ.ธนัญชัย  ทิพยมณฑล

สรุปประเด็น เนื่องจากได้ทำการวิจัยเรื่องปัญหาการแก้ไข

กฎหมายลักษณะค้ำประกัน ผลกระทบ ต่อเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ศึกษากรณีจังหวัดเชียงใหม่ งานวิจัยอยู่ในช่วงดำเนินการ แต่ยังคาดว่าแล้วเสร็จในปีการศึกษา 2559 นี้  มองเห็นว่าเกี่ยวข้องกับกฎหมายลักษณะค้ำประกัน สามารถนำมาบูรณาการการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน

Ø เล่าเรื่อง อ.จักรพันธ์  โอฬาริกชาติ

สรุปประเด็น สำหรับในปีการศึกษา 2559  คาดว่าจะทำวิจัยเกี่ยวกับกฎหมายมรดก โดยนำงานวิจัยเรื่องนี้มาบูรณาการกับการเรียนการสอนในรายวิชากฎหมายมรดก โดยการนำเอาความรู้หรือศาสตร์ทางการวิจัย ที่ตนเองต้องการวิจัย มาเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนการสอนที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมาผสมผสานเข้าด้วยกันให้กลมกลืนเป็นเนื้อเดียว

 

 

 

  • Ø เล่าเรื่อง อ.ปารินุช บริสุทธิ์ศรี

สรุปประเด็น เนื่องจากว่าคณะนิติศาสตร์ได้ทำการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกี่ยวกับเรื่องการบูรณาการ

การงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน โดยใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการในชั้นเรียน สนใจที่จะทำวิจัยเกี่ยวกับการละเมิดงานลิขสิทธิ์

  • Ø เล่าเรื่อง อ.อธิป จันทโรจน์

สรุปประเด็น เนื่องจากว่าคณะนิติศาสตร์ได้ทำการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกี่ยวกับเรื่องการบูรณาการ

การงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน โดยใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการในชั้นเรียน สนใจที่จะทำวิจัยในปีการศึกษา 2559 เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติในทางศาสนา

Øเล่าเรื่อง อาจารย์นิษณา เตชาวงศ์

สรุปประเด็น เนื่องจากงานวิจัยที่กำลังเสนอยื่นโครงร่าง มีความสนใจในด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม

เหมือนกัน และเล็งเห็นความสำคัญของชุมชนเช่นเดียวกัน จึงได้ทำร่วมกับ ผศ.ดร. เขตไท ลังการ์พินธุ์ สำหรับความคาดหวังที่จะนำมาปรับใช้ในรายวิชาที่เกี่ยวข้อง โดยส่วนตัวด้วยกฎหมายสิ่งแวดล้อมเป็นความชอบส่วนตัว ซึ่งตรงข้ามกับศาสตร์รายวิชาที่ตนเองสอนจึงไม่สามารถนำมาบูรณาการปรับใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ก็จะมีการสอดแทรกในเชิงกฎหมายสิ่งแวดล้อมอยู่บ้าง เพื่อให้นักศึกษาตระหนักถึงการมีสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและยั่งยืน

 

สรุปประเด็นจากคณาจารย์

การบูรณาการการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน โดยใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมา

บูรณาการในชั้นเรียนนั้น ส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์ ตามความรู้ ความชำนาญ ในแต่ละด้านของอาจารย์แต่ละท่าน ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ควรศึกษาในการทำวิจัย เพื่อพัฒนาผลงานวิจัยที่ประสิทธิภาพ คุณภาพและเกิดประโยชน์ เพื่อให้การบริการวิชาการมีความเชื่อมโยงกับการวิจัย และวิชาการนำผลการวิจัยไปพัฒนาการให้บริการทางวิชาการการเรียนการสอน

 

 

 

 

 

  • ประเด็น : ประสบการณ์ในการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนที่สามารถนำไปประยุกต์

ใช้ได้จริง

Ø เล่าเรื่อง รศ.บุษบา อารีย์ วิทยากรรับเชิญ

สรุปประเด็น ประสบการณ์ในการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง  ซึ่งส่วนตัวรศ.บุษบา อารีย์  นั้นมีผลงานวิจัยจำนวนมาก แหล่งเงินทุนสนับสนุนการวิจัยมีทุนภายในมหาวิทยาลัยและทุนภายนอก การพัฒนาโจทย์วิจัย นำผลการวิจัยไปพัฒนาการบูรณาการในการเรียนการสอนเสมอ

  • Ø เล่าเรื่อง รศ. ดิเรก ควรสมาคม

สรุปประเด็น ประสบการณ์ในการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ในงานประชุมวิชาการได้แก่การเข้าร่วมฟังการนำเสนอผลงาน เพื่อทราบเทคนิคต่างๆ ส่วนในวารสารวิชาการได้แก่ การนำบทความที่เขียนมาเป็นส่วนหนึ่งในเนื้อหาวิชาที่สอน

Øเล่าเรื่อง ผศ.ดร. สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต

สรุปประเด็น ประสบการณ์ในการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน มีงานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลการคลังและงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่เอื้อต่อความเป็นอิสระทางการคลัง นำมาบูรณาการกับการเรียนการสอนในวิชากฎหมายปกครอง มหาชนชั้นสูง เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนการสอนในระดับปริญญาโท โดยการนำงานวิจัยมาให้นักศึกษาดู และให้นักศึกษานำความรู้แนวคิดและทฤษฎีด้านกฎหมาย มาต่อยอดความรู้ต่อไป

  • Ø เล่าเรื่อง ผศ.ดร. เขตไท   ลังการ์พินธุ์

สรุปประเด็น สำหรับงานวิจัยที่กำลังเตรียมเสนอยื่นโครงร่างในปีการศึกษา 2559 นี้ คือเรื่อง การมี

ส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการลำน้ำคาว  ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพราะสอนวิชากฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ก็จะได้ประสบการณ์จากการทำงานวิจัย การบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอน

 

  • Ø เล่าเรื่อง อ.กษมา เดชรักษา

สรุปประเด็น ส่วนตัวได้ให้ความสำคัญกับการบูรณาการงานวิจัย

เข้ากับการเรียนการสอน เป็นการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน โดยการผสมผสานการเรียนการสอนกับการวิจัย เพื่อพัฒนาผลงานวิจัยที่มีประสิทธิ์ คุณภาพ และเกิดประโยชน์

Ø เล่าเรื่อง อ.วัชรพล   คนเที่ยง

สรุปประเด็น มีความสนใจในการทำงานวิจัยคาดว่าจะทำงานวิจัยเร็วๆ นี้ อย่างแน่นอน เกี่ยวกับเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีในศาล เกี่ยวกับคดีแพ่ง บูรณาการเข้ากับการเรียนการสอน ในรายวิชาวิธีพิจารณาความแพ่งได้

  • Ø เล่าเรื่อง อ.ดร.ธัชพงษ์  วงษ์เหรียญทอง

สรุปประเด็น ในความเห็น เห็นว่าประสบการณ์ในการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน

การบูรณาการงานวิจัยมาใช้ในการเรียนการสอนมีหลายรูปแบบ แล้วแต่ว่าจะนำงานวิจัยมาใช้บูรณาการเมื่อไหร่ แต่งานวิชาของตนเองนั้น งานวิจัยที่กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการแต่ยังไม่แล้วเสร็จ เป็นเรื่องการดำเนินคดี ศึกษาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จะนำมาบูรณาการกับวิชาวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นรายวิชาที่สอนอยู่

  • Ø เล่าเรื่อง อ. สุรชัย เดชพงษ์

สรุปประเด็น งานวิจัยที่กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการแต่ยังไม่แล้วเสร็จ กำหนดกรอบเวลาในการทำ

วิจัยแล้ว โครงการวิจัยเรื่อง ปัญหาและข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาบังคับคดีทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ศึกษากรณีในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสามารถจะนำมาบูรณาการกับวิชาปกครอง ซึ่งเป็นวิชาที่มีความสำคัญและเปิดสอน

 

สรุปประเด็นจากคณาจารย์

  • ประสบการณ์ในการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงจากที

ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ในภารกิจทั้ง 4 ด้าน (การจัดการเรียนการสอน การบริการวิชาการ การวิจัย และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม) ปรากฏว่าคณะนิติศาสตร์ มีการบูรณาการภารกิจต่างๆทั้ง 4 ด้านได้ครบถ้วนตามแผนงาน แต่สำหรับด้านการบริการวิชาการกับการเรียนการสอนและการวิจัย คณะนิติศาสตร์ ได้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้อัน การนำศาสตร์หรือความรู้วิชาต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กันนำมาเข้าด้วยกันหรือผสมผสานได้อย่างกลมกลืน เพื่อนำมาจัดเป็นการเรียนการสอนภายใต้หัวข้อเดียวกัน เชื่อมโยงกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีการเน้นองค์รวมของเนื้อหามากกว่าองค์ความรู้ของแต่ละรายวิชา และเน้นการสร้างความรู้ของผู้เรียน การวิจัยภายในคณะนิติศาสตร์ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ท้าทายในการผลักดันให้บรรลุผลสำเร็จตามเกณฑ์

โดยแต่ละคณะอาจมีจุดเน้นในเรื่องการวิจัยที่มีความแตกต่างหลากหลายกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและความพร้อมของคณะวิชา ดังนั้นการที่จะก้าวไปให้ได้อย่างมั่นคงการสร้างระบบและกลไกควบคุมเป็นสิ่งสำคัญยิ่งเพื่อให้ได้ผลงานวิจัยและงานสร้างสรรค์ที่เกิดประโยชน์

 

ประเด็น : วิธีการเพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน

  • Øเล่าเรื่อง รศ. ดิเรก ควรสมาคม

สรุปประเด็น วิธีการเพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน เช่น

ส่งบทความไปในงาน เวทีต่างๆ และเล่าประสบการณ์การแก้ไขการเขียนบทความ การนำผลงานวิจัยมาเขียนเป็นการบทเรียนในวิชาที่เกี่ยวข้อง

  • Ø เล่าเรื่อง ผศ.ดร. เขตไท   ลังการ์พินธุ์

สรุปประเด็น ควรกำหนดวิธีการเพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียน

โดยการจัดทำแผนงานการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน

 

Ø  เล่าเรื่อง ผศ.ดร. สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต

สรุปประเด็น ขอเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการเพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการ

เรียนควรจัดให้มีกรอบความคิด แนวคิดรูปแบบการบูรณาการในหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนการจัด ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละคณะ การจัดกระบวนการเรียนรู้ การจัดกิจกรรม และฝึกทักษะบูรณาการความรู้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กิจกรรมเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

  • Ø เล่าเรื่อง อ. ชุติพงศ์ สมทรัพย์

สรุปประเด็น ขอกล่าวในส่วนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ต้องยึดหลักสำคัญที่ว่าแกนกลางของ

ประสบการณ์อยู่ที่ความต้องการของผู้เรียน และประสบการณ์ในการทำวิจัยเป็นหลัก และวิธีการเพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน นั้น เป็นนำวิธีการหาข้อมูลในงานวิจัย มาใช้ในการเรียนการสอนในรายวิชาที่เกี่ยวข้อง

  • Ø เล่าเรื่อง อ.ดร. ธัชพงษ์ วงษ์เหรียญทอง

สรุปประเด็น ควรกำหนดวิธีการเพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียน

โดยการจัดกลุ่มหรือประสบการณ์ที่จัดไว้เพื่อสนองจุดมุ่งหมายหรือสำหรับการแก้ปัญหา โดยการจำแนกตามจำนวนอาจารย์ผู้สอน โดยส่วนตัวแล้วจะเน้นทางด้านกฎหมายอาญา เน้นทางด้านเนื้อหา เสริมสร้างประสบการณ์ และความสนใจเป็นหลัก ส่วนการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนนั้น การจัดทำแผนการสอนแบบบูรณาการกับงานวิจัยเป็นการนำวิชาการต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กันมาเชื่อมโยงกัน ซึ่งสามารถทำได้โดยการสร้างหัวข้อเรื่องที่มีความสอดคล้องกับวิชานั้น ๆ เข้าด้วยกัน

Øเล่าเรื่อง อ.อธิป จันทโรจน์

สรุปประเด็น เนื่องจากว่าคณะนิติศาสตร์ได้ทำการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกี่ยวกับเรื่องการบูรณาการ

การงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน ได้นำงานวิจัยของอาจารย์นันท์มนัส จันทราศัพท์ ที่อยู่ในช่วงดำเนินการ แต่ยังคาดว่าแล้วเสร็จในปีการศึกษา 2559 ซึ่งได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับสิทธิคนพิการ มองเห็นว่าเกี่ยวข้องกับกฎหมายสิทธิมนุษย์ที่ตนเองเป็นผู้สอน โดยนำงานวิจัยในบางประเด็นมาเป็นหัวข้อในการสอนวิชาสิทธิมนุษย์ชน

  • Ø เล่าเรื่อง อ. สุรชัย เดชพงษ์

สรุปประเด็น งานวิจัยที่กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการแต่ยังไม่แล้วเสร็จ กำหนดกรอบเวลาในการทำ

วิจัยแล้ว โครงการวิจัยเรื่อง ปัญหาและข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาบังคับคดีทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ศึกษากรณีในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสามารถจะนำมาบูรณาการกับวิชาปกครอง ซึ่งเป็นวิชาที่มีความสำคัญและเปิดสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้มองเห็นภาพรวมของความรู้ที่เน้นความสัมพันธ์ของงานวิจัยมาบูรณาการกับการเรียนการสอน  ในลักษณะที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกัน

สรุปประเด็นจากคณาจารย์

  • วิธีการเพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน

กิจกรรมการเรียนการสอนในหลักสูตรแบบบูรณาการกับงานวิจัยนั้น จะเน้นที่แนวความคิด ของประเด็นในปรากฏการณ์จริง ซึ่งต้องนำความรู้จากเนื้อหาวิชาต่างๆ ประสานเชื่อมโยงกัน ลักษณะสำคัญของการสอนแบบบูรณาการ เป็นการบูรณาการระหว่างความรู้ กระบวนการ และการปฏิบัติ  การบูรณาการระหว่างวิชาได้อย่างกลมกลืนการบูรณาการระหว่างสิ่งที่เรียนกับชีวิตจริง การบูรณาการเพื่อจัดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาต่างๆ  และการบูรณาการให้เกิดความสัมพันธ์กันระหว่างความคิดรวบยอดของวิชาต่าง ๆ เพื่อทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมาย

  • ประเด็น : อภิปรายแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน
    • Ø เล่าเรื่อง รศ. ดิเรก ควรสมาคม

สรุปประเด็น อภิปรายแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียน ส่วนใหญ่นำวิธีการหาข้อมูลมาสอนในรายวิชาที่เกี่ยวข้องเช่น สอนปริญญาโท นำผลที่ได้จากงานวิจัย มาเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาวิชาที่สอน นำวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล มาสอนในรายวิชาที่เกี้ยวข้อง

  • Ø เล่าเรื่อง ผศ.ดร. เขตไท   ลังการ์พินธุ์

สรุปประเด็น คิดว่าน่าจะจุดประกายอภิปรายแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับ

การเรียน การนำศาสตร์หรือความรู้ด้านกฎหมายที่สัมพันธ์กันนำมาเข้าด้วยกันหรือผสมผสานได้อย่างกลมกลืน

  • Ø เล่าเรื่อง ผศ.ดร. สัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต

สรุปประเด็น จากประสบการณ์ต่าง ๆ เทคนิคเหล่านี้จะยังประโยชน์ให้แก่คณาจารย์ทุกท่าน ในการ

แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ และหวังว่าจะก่อให้เกิดประกายความคิดใหม่ๆ แก่คณาจารณ์ทุกท่านได้

  • Ø เล่าเรื่อง อ.กษมา เดชรักษา

สรุปประเด็น มีความรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในการอภิปรายแนวปฏิบัติที่ดี

ด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียน  และหวังว่าคณะเราจะจัดอยู่เรื่อย ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นคณาจารย์ในการผลิตผลงานทางด้านวิชาการให้กว้างไกล

  • Ø เล่าเรื่อง อ. ชุติพงศ์ สมทรัพย์

สรุปประเด็น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากการบอกเล่าประสบการณ์ และเทคนิคต่าง ๆ ย่อมจะ

ก่อให้เกิดผลดี และพัฒนาอาจารย์รุ่นใหม่ ให้มีผลงานวิชาการมากขึ้น

Ø เล่าเรื่อง อ.นันท์มนัส จันทราศัพท์

สรุปประเด็น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ จากการได้รับถ่ายทอดเทคนิคต่าง ๆ ของอาจารย์แต่ละ

ท่าน เพื่อหาแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีการศึกษา 2559 เข้ากับการเรียนการสอนที่เปิดสอน

Ø เล่าเรื่อง อ. ธนัญชัย ทิพยมณฑล

สรุปประเด็น จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำให้นึกถึงรายวิชาที่ตนเองได้ทำการสอนอย่างกฎหมายค้ำ

ประกัน ได้ทำการวิจัยเรื่องปัญหาการแก้ไขกฎหมายลักษณะค้ำประกัน ผลกระทบ ต่อเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน ศึกษากรณีจังหวัดเชียงใหม่ งานวิจัยอยู่ในช่วงดำเนินการ แต่ยังคาดว่าแล้วเสร็จในปีการศึกษา 2559 และได้นำมาบูรณาการการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนในรายวิชากฎหมายลักษณะประกันด้วยบุคคลและทรัพย์ LA 224

  • Ø เล่าเรื่อง อ.ดร. ธัชพงษ์ วงษ์เหรียญทอง

สรุปประเด็น โดยส่วนตัวในการอภิปรายแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียน

แม้ว่าจะทำการวิจัยยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากด้วยเพิ่งเรียนจบปริญญาเอก ก็รู้สึกทำให้ตนเองนั้นเกิดแรงบันดาลใจอยากทำข้อเสนอขอทุนวิจัยเพิ่มอีก แต่คงต้องรอให้งานวิจัยเดิมแล้วเสร็จก่อนในปีการศึกษา 2559 เพื่อบูรณาการกับการเรียนการสอนวิชาวิธีพิจารณาความอาญา

Øเล่าเรื่อง อ.วัชรพล  คนเที่ยง

สรุปประเด็น อาจารย์ภายในคณะนิติศาสตร์มีความมุ่งมั่นในการที่ดำเนินการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งอาจารย์ นักศึกษา

 

  • Ø เล่าเรื่อง อ.ปารินุช บริสุทธิ์ศรี

สรุปประเด็น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ สนุก มีสาระ และน่าสนใจ โดยเฉพาะเทคนิคต่าง ๆ จาก

อาจารย์ที่มีประสบการณ์การบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนทำให้ได้เทคนิคบางอย่าง เช่นเป็นการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียน ระหว่างวิชากฎหมายได้อย่างกลมกลืนกับงานวิจัย

Ø  เล่าเรื่อง อ.จักรพันธ์  โอฬาริกชาติ

สรุปประเด็น สำหรับในปีการศึกษา 2559 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ มีสาระ น่าสนใจ ซึ่งงานวิจัยจะต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อการเรียนรู้บูรณาการแบบสอดแทรกเหตุผล เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนการสอนต้องจัดการสอนแบบบูรณาการ

  • Ø เล่าเรื่อง อ. สุรชัย เดชพงษ์

สรุปประเด็น จากประสบการณ์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ งานวิจัยที่กำลังอยู่ในช่วง

ดำเนินการแต่ยังไม่แล้วเสร็จ กำหนดกรอบเวลาในการทำวิจัยแล้ว โครงการวิจัยเรื่อง ปัญหาและข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาบังคับคดีทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ศึกษากรณีในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้นำวิจัยมาบูรณาการกับวิชากฎหมายปกครอง ซึ่งตนเองเป็นผู้สอนในรายวิชานี้

เล่าเรื่อง อ. นิษณา เตชาวงศ์

สรุปประเด็น เป็นกิจกรรมที่สนุก และได้เรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อจะได้ยื่นเสนอขอทุนวิจัยเพื่อนำ

ผลงานวิจัยมาบูรณาการกับการเรียนการสอน

สรุปประเด็นจากคณาจารย์

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากการบอกเล่าประสบการณ์ และเทคนิคต่าง ๆ จากอาจารย์คณะนิติศาสตร์    ผู้มีประสบการณ์ย่อมจะก่อให้เกิดผลดี และอาจก่อให้เกิดการพัฒนา และจุดประกายความคิดในการอภิปรายแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียน แก่อาจารย์ที่ยังไม่เคยทำงานวิจัย หรืออาจารย์ที่มีประสบการณ์ การบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนอยู่ก่อนแล้ว เพื่อก่อให้เกิดกระบวน แนวปฏิบัติที่ดีด้านการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนอย่างต่อเนื่องของคณาจารย์ในคณะนิติศาสตร์

 

สรุปความรู้ที่ได

การบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียน โดยใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในชั้นเรียน โดยการนำศาสตร์หรือความรู้วิชากฎหมาย และงานวิจัยที่สัมพันธ์กันนำมาเข้าด้วยกันหรือผสมผสานได้อย่างกลมกลืน เพื่อนำงานวิจัยมาจัดเป็นการเรียนการสอนภายใต้หัวข้อบางส่วน เชื่อมโยงกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการจัดการเรียนการสอน เรื่องการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาสู่การผลิตผลงานทางวิชาการ สามารถถอดองค์ความรู้ ซึ่งสามารถสรุปได้ กล่าวคือ

1) แนวทางการสอนและเทคนิคการสอนเพื่อพัฒนาผลงานทางนิติศาสตร์

2) การผลิตผลงานทางวิชาการเพื่อมาปรับใช้กับการเรียนการสอน

3) ประโยชน์ของการผลิตผลงานทางวิชาการเพื่อมาปรับใช้กับการเรียนการสอน

การผลิตผลงานทางวิชาการด้านงานวิจัยมาบูรณาการกับการเรียนการสอน เพื่อมาปรับใช้กับการเรียนการสอน การเลือกผลิตผลงานทางวิชาการด้านงานวิจัย เพื่อมาปรับใช้ในการเรียนการสอนทางด้านกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง  โดยในการเลือกผลิตผลงานทางวิชาการ ผู้สอนจะต้องตั้งวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมในการเรียนให้แน่นอนเสียก่อน  เพื่อใช้วัตถุประสงค์นั้นเป็นตัวชี้นำในการเลือกผลิตผลงานทางวิชาการที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีหลักการอื่นๆ  เพื่อประกอบการพิจารณา  คือ

1. ผลงานทางวิชาการนั้นต้องมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาในบทเรียนและตรงกับ

จุดมุ่งหมายที่จะสอน

2. จัดทำผลงานทางวิชาการที่มีเนื้อหาถูกต้อง  ทันสมัย  น่าสนใจ  และเป็นผลงาน

ทางวิชาการที่จะให้ผลต่อการเรียนการสอนมากที่สุด  ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในเนื้อหาวิชานั้นๆ ได้ดีเป็นลำดับขั้นตอน

3. เหมาะสมกับวัย  ระดับชั้น  ความรู้  และประสบการณ์ของผู้เรียน

4. ควรสะดวกในการใช้  มีวิธีใช้ไม่ซับซ้อนยุ่งยากจนเกินไป

5. ต้องเป็นผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพเทคนิคการผลิตที่ดี  มีความชัดเจนและ

เป็นจริง

การบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนประโยชน์ของการนำงานวิจัยเข้ากับการเรียน เพื่อมาปรับใช้กับการเรียนการสอน ประโยชน์และคุณค่า สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งกับผู้เรียนและผู้สอน ดังต่อไปนี้

ประโยชน์และคุณค่าต่ออาจารย์  เป็นการช่วยให้บรรยากาศในการสอนน่าสนใจมากยิ่งขึ้น  ทำให้ผู้สอนมีความสนุกสนานในการสอนมากกว่าวิธีการที่เคยใช้การบรรยายแต่เพียงอย่างเดียว เป็นการกระตุ้นให้ผู้สอนตื่นตัวอยู่เสมอในการเตรียมและผลิตวัสดุใหม่ๆ เพื่อใช้เป็นสื่อการสอน  ตลอดจนคิดค้นเทคนิควิธีการต่างๆ เพื่อให้การเรียนรู้น่าสนใจยิ่งขึ้น

ภาคผนวก

  • รูปภาพประกอบ

 

 

เรียนรู้ทำความเข้าใจใน km   การบูรณาการการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอน โดยใช้ประโยชน์จาก งานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการในชั้นเรียน

บรรยากาศกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 1 – ครั้งที่ 4

 

 

โดยรศ.บุษบา อารีย์ วิทยากรรับเชิญ     ในการ KM

 

ประสบการณ์ในการบูรณาการงานวิจัยเข้ากับการเรียนการสอนที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

 

 

 

หน้า 1 จาก 2